๑๒/๕ ประวัติการสร้างพระพุทธนิมิต

นรินทร์ จริโมภาส

 

    กระผมเขียนเรื่องนี้ เพราะได้ทราบเรื่องราวที่กล่าวขานในเรื่องหลวงพ่อพระพุทธนิมิตมามาก รวมทั้งตัวกระผมเองก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมในพิธีเททองในครั้งนั้น ได้ประสบพบเห็นสิ่งอัศจรรย์ใจเหล่านั้นมาด้วยตนเอง กระผมจึงหาข้อมูลต่างๆ โดยสอบถามจากบุคคลที่เข้าร่วมในพิธีในครั้งนั้น ซึ่งทุกคนที่ผมเข้าไปสัมภาษณ์ก็ยังคงจดจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้เป็นอย่างดี

    ความคิดที่จะสร้างพระพุทธนิมิต มาจากการที่ทางศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ได้ก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมหลังใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่เคยนึกว่าจะต้องสร้างพระประธานแต่อย่างใด สาเหตุแท้จริงนั้นเริ่มมาจากการปิดทองหลวงพ่อพระพุทธชินราช เมื่อครั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวันเริ่มก่อสร้างใหม่ๆ ในสมัยนั้นยังคงมีสภาพเป็นป่าอยู่ ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่มี ทางศูนย์ได้อัญเชิญพระพุทธชินราชจากวัดอัมพวัน มาประดิษฐานไว้ ณ ศาลาเอนกประสงค์พุทธชินราช ในสมัยนั้นมีพระภิกษุจากวัดอัมพวันจำนวน ๒ รูป มาเป็นผู้ดูแลศูนย์ฯ คือ พระวรพจน์ กาญจโน และพระสิงห์ไชย นิมฺมโท ท่านได้เล่าไว้ว่า ในคืนหนึ่งเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ ขณะที่ท่านกำลังพักผ่อนกันอยู่คนละห้อง ได้มีเสียงสวดมนต์ดังขึ้นข้างนอก ท่านทั้งสองก็นึกว่าคงจะเป็นอีกท่านหนึ่งกำลังสวดมนต์อยู่ แต่ต่างนึกเอะใจว่าทำไมถึงมาสวดมนต์ตอนนี้ และเสียงสวดมนต์ทำไมเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งสองต่างก็เปิดประตูออกมาดูก็เห็นว่าไม่ได้สวดมนต์ด้วยกันทั้งคู่ ก็นึกประหลาดใจและหาคำตอบไม่ได้ จากนั้นจึงเป็นที่เล่าขานกันว่าพระประธานสวดมนต์ได้

    เรื่องนี้ทราบไปถึงวัดอัมพวัน จนมีพระนวกะรูปหนึ่งได้เดินทางมาและขอเป็นเจ้าภาพปิดทองพระพุทธชินราช แต่ทุนทรัพย์ท่านไม่เพียงพอ จึงบริจาคไว้ส่วนหนึ่งและตั้งเป็นกองทุนปิดทองพระประธานขึ้น ภายหลังได้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบจนเห็นว่าเพียงพอแล้ว พระจิรยุทธิ์ อธิฉฺนโท จึงได้ดำเนินการหาช่างมาปิดทองและได้โรงหล่อปฏิมาประทีป จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นผู้ดำเนินการ การปิดทองต้องปิดถึงสามครั้งจึงเสร็จ เพราะพอปิดใกล้เสร็จในแต่ละครั้ง ทองที่ปิดเกิดเพี้ยนต้องเริ่มปิดใหม่อีก พอครั้งที่สองก็เพี้ยนอีก พอมาครั้งที่สามช่างต้องทำพิธีคล้ายๆ กับเป็นการบวงสรวงย่อมๆ ขึ้น เพื่อขออนุญาตท่านจึงปิดทองสำเร็จได้ด้วยดี เจ้าของโรงหล่อ คือ คุณมยุรี ป้อมแก้ว จึงเกิดศรัทธาได้ขอปิดทองพระประธานในศาลาปฏิบัติธรรมหลังเล็กให้ด้วย ค่าปิดทองทั้งสององค์รวมเป็นเงินประมาณ ๙๐,๐๐๐ บาท และหลังจากนั้นมาประมาณหนึ่งปี คุณมยุรี ป้อมแก้ว ก็ได้ทราบข่าวจากพระจิรยุทธิ์ว่าทางศูนย์ฯ กำลังจะก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมหลังใหญ่ จึงขอเป็นเจ้าภาพถวายพระประธาน แต่ท่านพระครูสมุห์ธีรวัฒน์ ท่านมีความต้องการที่จะหล่อพระในแบบที่แตกต่างออกไป ไม่เหมือนที่สร้างออกจากโรงหล่อทั่วไป เพื่อที่จะให้เป็นสัญลักษณ์ และดูมีความสวยงาม มีคุณค่า เป็นเอกลักษณ์ประจำศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุววันต่อไป

    ในที่สุดท่านก็ไปถูกใจพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ ที่วัดหน้าพระเมรุ จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านได้นำกล้องเข้าไปถ่ายรูป และขออนุญาตท่านเจ้าอาวาสวัดหน้าพระเมรุเพื่อขอสร้างองค์จำลองขึ้น ก็ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งแนะนำว่าถ้าจะถ่ายรูปหลวงพ่อพระพุทธนิมิต ต้องจุดธูปขออนุญาตท่านก่อน เพราะท่านเจ้าอาวาสเพิ่งพบเหตุการณ์อัศจรรย์ขึ้นกับตนเอง คือ เมื่อท่านขึ้นไปถ่ายรูปเพื่อประกอบเรื่องของบประมาณมาบูรณะวัดส่งไปกรมศิลปากร แต่ไม่ได้ขออนุญาตก่อน ท่านเจ้าอาวาสได้เป็นผู้ถ่ายรูปเอง พอกดชัตเตอร์ปุ๊ป ได้ยินเสียงกล้องลั่นดัง “เปรี๊ยะ” ชัตเตอร์ค้างกดไม่ลง ถ่ายต่อไม่ได้

    เมื่อท่านพระครูท่านได้พบกับเหตุการณ์เช่นนี้ จึงได้จุดธูปอธิษฐานจิตขออนุญาต ก็ได้ภาพหลวงพ่อพระพุทธนิมิตสมความประสงค์ จากนั้นท่านนำรูปที่ถ่ายไว้ไปเรียนปรึกษาหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคลที่วัดอัมพวัน หลวงพ่อพิจารณาแล้วก็บอกกับท่านพระครูสมุห์ว่า “ให้สร้างได้เลย องค์นี้พระอู่ทอง อู่ข้าว อู่น้ำ สร้างเลย ศูนย์เวฬุวันจะได้เจริญ อู่ทองนี่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ไม่อด ไม่ใช่อยุธยา องค์นี้ปางพระยาชมพูบดี ปางพระมหาจักรพรรดิ องค์นี้กษัตริย์สร้าง ไม่ใช่คนธรรมดาสร้าง คนธรรมดาสร้างไม่ได้ ”

    ต่อมาเมื่อท่านได้ไปปรึกษากับทางเจ้าภาพ ก็ได้ประเมินราคาการสร้างพระตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุดพิธีเททองไว้ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ บาท ท่านพระครูสมุห์เห็นว่าเป็นราคาที่สูงเกินไป ท่านจึงระงับความคิดที่จะสร้างพระไว้ก่อน

    ภายหลังเมื่อท่านพระครูสมุห์ธีรวัฒน์ ได้พบกับอาจารย์อิทธิพร ธงอินทร์เนตร และได้เล่ารายละเอียดต่างๆ ให้ฟังอาจารย์อิทธิพร จึงได้กลับไปศึกษาหาข้อมูลต่างๆ และกลับมาพูดกับท่านพระครูสมุห์ฯว่า “อาจารย์เชื่อใจผมไหม ผมจะทำให้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะออกมาดีไหม เพราะผมไม่เคยปั้น ไม่เคยทำ แต่เป็นเพราะว่าผมชอบหลวงพ่อวัดหน้าพระเมรุนี้มาก ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออาจารย์พาผมไปวาดรูปองค์ท่าน ผมประทับใจท่านตั้งแต่นั้นมา ถ้าท่านพระครูจะสร้าง ผมจะทำให้ งบประมาณการสร้างพระ รวมทั้งฐานชุกชี และการตกแต่งผนังด้านหลังพระประธานจะไม่ให้เกิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท” ท่านพระครูสมุห์ก็อนุญาตด้วยความยินดี

    จากนั้น พระสุปรีชา ปรีชาโน และพระจิรยุทธิ์ อธิฉนฺโท ได้ไปหาชนวนในการสร้างพระมาให้ เป็นแผ่นทอง แผ่นเงิน แผ่นนาค ที่ได้รับการจาร ลงอักขระ จากพระเถระผู้ใหญ่และพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศ เช่น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ วัดบวรนิเวศวิหาร, สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ, พระธรรมญาณมุนี วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา, พระธรรมมุนี วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี, พระธรรมมหาวีธรานุวัฒน์ วัดป่าเลไลย์ จ.สุพรรณบุรี, พระเทพสุธาธิโมลี วัดเสนาสนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา, พระราชสุทธิญาณมงคล วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี, หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา, หลวงปู่โง่น วัดพระพุทธบาทเขารวก จ.พิจิตร, หลวงปู่ฟัก วัดเขาวงพระจันทร์ จ.ลพบุรี และพระเกจิเถรานุเถระผู้ใหญ่อีก รวมทั้งสิ้น ๗๙ รูป

    ภายหลังเมื่อการปั้นองค์พระผ่านไปด้วยดีแล้ว ท่านพระครูสมุห์ก็เตรียมการพิธีเททองหล่อพระ ท่านได้นิมนต์พระสมุห์ ถนอม พทฺธฌาโณ สำนักสงฆ์พระธาตุเขาเจ้า จ.ชลบุรี มาเป็นเจ้าพิธี ก่อนหน้าวันพิธีเททอง ท่านพระสมุห์ถนอมได้จัดเตรียมพิธีบวงสรวง เป็นพิธีการบวงสรวงใหญ่ (พิธีบวงสรวงจตุรทิศ) คือ ตั้งศาลเพียงตา ๔ ทิศ ตั้งที่บวงสรวง ๕ ที่ ตั้งฉัตร ๙ ชั้น ที่บวงสรวงทั้ง ๔ ทิศ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทวดา เทพาอารักษ์ พระภูมิเจ้าที่ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ส่วนอีก ๑ ที่ๆ อยู่ตรงกลาง จัดขึ้นเพื่อบวงสรวงฤกษ์งามยามดี นับเป็นพิธีใหญ่ ซึ่งน้อยครั้งนักที่จะมีการจัดพิธีในลักษณะนี้

    เมื่อบวงสรวงเสร็จ ในช่วงกลางคืนตั้งแต่สองทุ่มถึงประมาณดีหนึ่ง ท่านก็พาคณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์บทสำคัญๆ ต่างๆ เช่น พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก พาหุงมหากาฯ ชัยมงคลคาถา ชินบัญชร บารมีสิบทัศ มหาเมตตาใหญ่ มหาเมตตาใหญ่ และบทสำคัญๆ อีกหลายบท

    พอเช้าวันรุ่งขึ้นพิธีเททองหล่อหลวงพ่อพระพุทธนิมิตและหลวงปู่โต พรหมรังสี ก็ได้เริ่มขึ้น พิธีนี้เป็นพิธีใหญ่จัดแบบโบราณ มีการเชิญพราหมณ์เป็นเจ้าพิธี และมีการย่ำฆ้องระฆัง วันนั้นเป็นวันสำคัญมาก เพราะเป็นวันทอดกฐินประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ด้วย ช่วงเช้าเมื่อหลวงพ่อเข้าสู่บริเวณปะรำพิธี พระภิกษุสงฆ์จากวัดอัมพวัน ๙ รูป ได้เริ่มเจริญพระพุทธมนต์บทธัมมจักกัปปวัตนสูตร และพระสงฆ์อีก ๔ รูป มีพระครูสมุห์ถนอม พระบรรหาร ปภาธโร และเจ้าคณะตำบลจาก จ.ขอนแก่น อีก ๒ รูป ขึ้นนั่งบนประรำพิธีทั้งสี่ทิศ ซึ่งในช่วงนี้ ผู้เข้าไปร่วมพิธีในวันนั้นหลายคนได้สังเกตพบเห็นสิ่งอัศจรรย์และรู้สึกเหมือนกันว่า สภาพบรรยากาศรอบข้างได้เปลี่ยนไป จากสภาพที่ท้องฟ้าโปร่งมีแดดจัด อากาศร้อนมาก แต่เมื่อเริ่มพิธี ทุกคนก็รู้สึกร่มรื่นเย็นสบายขึ้น จากนั้นเมื่อหลวงพ่อจรัญลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อตรงเข้าไปจับชนวนเททอง จะมีลมพาพัดแรง และลักษณะของลมที่พัดแรง และลักษณะของลมที่พัดก็จะพัดหวนหมุนวนเป็นเกลียวขึ้นไปบนอากาศ เมื่อสังเกตขึ้นไปบนท้องฟ้าจะเหมือนมีกลุ่มหมอกควัน ช่วยบดบังแสงแดดให้อ่อนแสงลง ยิ่งถ้าช่วงนี้หากใครสังเกตเงาของตัวเองบนพื้นแล้ว จะไม่เห็นเงาของตัวเองเลย เมื่อสังเกตดูเทียนชัยที่จุดทั้งสี่ทิศ ก็จะถูกลมพัดจนลู่เอนขนานไปกับพื้นดิน แต่ก็ไม่มีเล่มไหนดับ และเมื่อเททองลงไปแล้ว ทองที่เตรียมไว้ประมาณ ๕ เบ้า ก็ปรากฏว่าเทไปเพียงเบ้าครึ่งก็เต็มองค์พระ ปรากฎการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้เกิดในช่วงเวลาที่ทำพิธีเททอง ในวันนั้น

    ปัจจุบันหลวงพ่อพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ (จำลอง) องค์นี้ได้ตั้งประดิษฐานอยู่ ณ ศาลาสุทธิญาณมงคล ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่น เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามตามลักษณะของพระพุทธรูปปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงสวมมงกุฎ และทรงเครื่องราชาภรณ์ คล้ายพระแก้วมรกตทรงเครื่องฤดูร้อน อยู่ในลักษณะปางมารวิชัย คือ องค์พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาวางคว่ำลงที่พระชานุ (เข่า) นิ้วชี้พระธรณีได้รับการตกแต่งฐานชุกชี แลแผ่นผนังด้านหลังองค์พระเป็นงานศิลปะแบบอีสานมีความสวยงามกลมกลืน นับเป็นเอกลักษณ์ และศูนย์รวมจิตศรัทธาของศิษยานุศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล ณ สูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ได้เป็นอย่างดี

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.htmlหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 27 other followers

%d bloggers like this: