ก๗/๑๔ ประสบการณ์ปฏิบัติกรรมฐาน ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี

รัตนพร พงษ์เสนา
อาจารย์โรงเรียนบ้านหนองแล้งโคกน้อย จ.ขอนแก่น

 

    เนื่องจากดิฉันไม่พบความราบรื่นในชีวิตคู่ เลยตัดสินใจเลิก และอยู่คนเดียว ครั้งแรกก็ทำใจไม่ค่อยได้กับความแตกร้าว ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ดิฉันมีจิตใจแน่วแน่ว่า จะใฝ่หาบุญหากุศล
ต่อมาได้รับการแนะนำจากคุณบุญส่ง อินทวิรัตน์ จึงได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน

    พอมาถึงวันที่ ๖ ของการเข้าฝึกปฏิบัติ คุณแม่ชีก็บอกว่า วันนี้จะแบ่งกันขึ้นโบสถ์บ้าง ใครมั่นใจว่าตัวเองไม่ง่วงนอน ให้เดินออกมาเข้าแถวต่างหาก และก็มั่นใจตัวเองว่า นั่งได้นานด้วย เพราะในโบสถ์นี้ศักดิ์สิทธิ์มาก สัจจะคือ สัจจะ คุณแม่ชีบอกพูดออกมาแล้วต้องทำให้ได้

    ฝ่ายตัวดิฉันเองฟังแล้วก็คิดว่าตัวเองพอจะเป็นไปได้ ก็เลยออกมาตั้งแถวใหม่กับเพื่อน แล้วคุณแม่ชีก็พานำขึ้นโบสถ์เพื่อให้พระอาจารย์ฝึก ท่านฝึกให้เดินก่อน คือ เวลาเดินให้ออกเสียงดัง ๆ ว่า ยืน-หนอ-เดิน-หนอ ดัง ๆ รู้สึกเข้าใจและเดินได้ดีมาก ประกอบกับตั้งใจทำให้ดีที่สุด เพราะถือว่าตัวเองก็มาหลายวันแล้วต้องทำให้ดี และถูกต้องที่สุด เพื่อจะได้ไปถือปฏิบัติที่บ้านได้โดยไม่ต้องมีคนแนะนำ พอฝึกเดินเสร็จแล้ว ท่านพระอาจารย์ฝึกก็บอกว่า ต่อไปนี้ใครคิดว่าตัวเองนั่งได้ครึ่งชั่วโมง – ๑ ชั่วโมง หรือ จะทำได้ตอนไหนก็ให้ตัดสินใจเอานะ

    ส่วนตัวดิฉันเองก็แน่แน่ในใจว่าจะต้องนั่งให้ได้ ๑ ชม. แน่นอนก็เลยมายืนในเขตที่ขีดเส้นไว้ว่า ๑ ชม. หลังจากนั้นก็ เริ่มถือปฏิบัติต่างคนต่างปฏิบัติ ส่วนตัวดิฉันเองแล้ว ชอบตามใจตัวเองอยู่เสมอ ความอดทนอดกลั้นมีน้อยมาก ถ้าเวลาปวดเมื่อยนิดหน่อยก็จะกลับขาทันที แต่ครั้งนี้ สัจจะคือสัจจะ ดังที่คุณแม่ชีบอกไว้แล้ว ตัวดิฉันเองจะไม่ขอผิดคำพูดเด็ดขาด คือจะไม่ยอมกลับขาหรือขยับขาเด็ดขาด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

    เริ่มลงมือนั่งตามพระอาจารย์บอกไว้ทันที พองหนอ-ยุบหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ อย่างถูกต้อง พอจวนจะหมดเวลา ๑ ชม. กะว่าประมาณ ๕๐ นาที เห็นจะได้รู้สึกกับตัวเองว่า ขาทั้งสองข้างเริ่มปวดทั้งซ้ายและขวา ดิฉันเองก็ไม่สนใจ หนักเข้าปวดมาก ปวดมาก ๆ ๆ ๆ จนขาทั้งสองข้างคงจะพองตัวออกเท่ากับเสาปลูกบ้านได้กระมัง ก็เลยกำหนดปวดหนอ ๆ ๆ ๆ ลงไปเรื่อย ๆ ไม่สนใจและไม่กระตุกกระติกเลย

    ทันใดนั้น ตาที่หลับไว้มืดมิด กลับสว่างจ้า เปรียบเสมือนกลางวัน โดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดเลย ได้มองเห็นหลายชายที่ตายไปนานแล้วเข้ามายืนกลางสนาม จับล้อเกวียน แล้วโบกมือมาทางดิฉัน แล้วก็ส่งเสียงเรียกว่า “น้าครับ น้าครับ ๆ ๆ พวกที่นั่งอยู่โน้นให้ผมมาบอกน้าว่า ท่านทั้งหลาย พากันมาดูน้าอยู่นะ” ตัวดิฉันเองมองไปตามเสียงเรียกนั้นทันที ก็เลยเรียกชื่อหลานชายว่า “อ้าว! ชาญชัย” เขาชื่อว่า ชาญชัย เขาเป็นตำรวจถูกรถสิบล้อชนตายเพราะตามจับของหนีภาษี ได้ตายไปหลายปีแล้ว “ไหนล่ะ อยู่ไหน ใครมาดูน้าบ้าง” ดิฉันถามเขา

    แต่ว่าดิฉันอยู่อีกฝั่งหนึ่งไม่ได้ใกล้กันเลย ดูไปแล้ว เป็นเหมือนสนามแข่งขันกีฬา คนที่เข้าแข่งต้องเอาแพ้เอาชนะกันเช่นนั้นแหละ ดิฉันได้มองไปตามมือที่เขาชี้บอกให้ดูพวกคนที่มาดู ก็เห็นได้ชัดเจนเลยว่า เป็นคุณพ่อ – คุณแม่ – พี่เขย – พี่สาว ของดิฉันที่ตายไปนานแล้ว พากันมานั่งดูเป็นระเบียบบนเก้าอี้เหมือนเก้าอี้นักเรียนนั่ง ทุกคนมองมายังดิฉันอย่างสดใสพร้อมกับโบกมือให้กับดิฉันอยู่ไกล ๆ คล้าย ๆ กับว่าจะบอกว่า แหมเก่ง ! หรือว่า แหม ดีจัง! อะไรทำนองนี้ อีกไม่นานเท่าไหร่นัก ภาพที่มองเห็นนั้น หลานชายคนที่เดินมาหาก็บอกและสั่งลาขึ้นว่า “ไปก่อนนะน้านะ” เสียงดังพร้อมกับโบกมือลาคนเหล่านั้น พ่อ-แม่-พี่สาว-พี่เขย ของดิฉันเองทั้งนั้น

    สักครู่หนึ่ง หูก็ได้ยินเสียงพระอาจารย์ฝึกบอกว่า หมดเวลาเตรียมแผ่เมตตา พอมาถึงตอนนี้ ขาทั้งสองข้างของดิฉันหายปวด และกลับมาเป็นขาอยู่ในสภาพเดิม นั่งต่อไปคงจะนั่งได้อีกนาน

    ดิฉันเองปลื้มปิติ ดีใจจนอยากตะโกนออกมาดัง ๆ ว่า เพื่อนเอ๋ย วันนี้ดิฉันทำได้ดีมาก ผ่านความเจ็บปวดเวทนาได้ เอาชนะได้กับกิเลสทั้งหลาย และก็ได้เห็นพ่อ – แม่ – พี่สาว – พี่เขย – หลาน ของดิฉันหมดทุกคนเลย และเป็นภาพที่ลืมไม่ลง จะจำไปจนวันตายว่าเหตุการณ์เช่นนี้ ได้เกิดขึ้นกับดิฉันที่วัดอัมพวัน วันนี้จริง ๆ พอกลับถึงห้องพัก ก็รีบเล่าให้เพื่อนฟัง อย่างพอใจ ปีติใจยิ่ง พอวันต่อมาไม่เห็นอีกเลย ก็เลยคิดว่า ไม่มีจริงจังอะไรเลย หายไปแล้ว สิ่งที่ทำให้เราดีใจสุดขีดนั้นได้หายไปแล้ว จนถึงวันลาศีลกลับบ้านก็ไม่เห็นอีกเลย

    ตัวของดิฉันเองได้ไปเที่ยวศึกษาหาความรู้เรื่องนี้มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว เริ่มพาตัวเองเข้าไปใฝ่หาธรรมะ และฝึกทำสมาธิและปฏิบัติกรรมฐานมาหลาย ๆ แห่ง แต่ก็ไม่ได้พบได้เห็นเหมือนกับอยู่ที่วัดอัมพวันวันนี้เลย ถ้าหากว่าใคร ๆ ต้องการจะพบญาติหรือผู้ที่ตายไปแล้ว ก็ให้ไปที่วัดอัมพวัน ตั้งใจเรียนตั้งใจปฏิบัติ แล้วเราก็จะพบสิ่งที่เราอยากพบ เห็นสิ่งที่เราอยากเห็น ตัวดิฉันเองคิดว่าถ้าหากมีเวลา และมีโอกาส จะย้อนกลับมาที่วัดอัมพวัน อีกแน่นอนค่ะ

สวัสดีค่ะ

รัตนพร พงษ์เสนา
๑๙๔/๑๖ ซอยเรือนจำ อ.เมือง
จ.ขอนแก่น ๔๐๐๐๐

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

โฆษณา
%d bloggers like this: