๑๘/๒ การปฏิบัติธรรมมีผลจริง ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว

รศ.พญ.ฐิตวี แก้วพรสวรรค์

    ดิฉันขอนอบน้อมรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม ที่ดิฉันเคารพบูชาอย่างสูงด้วยบทความนี้ และเพื่อเป็นการสร้างเสริมศรัทธาแก่ผู้อ่านให้มั่งคงในพระรัตนตรัยอันเป็นสรณะที่เคารพบูชาสูงสุดของเราทั้งหลาย หากมีสิ่งใดผิดพลาด บกพร่อง ล่วงเกินประการใดดิฉันขอกราบขออภัย ขออโหสิกรรม และขอน้อมรับไว้เพื่อพิจารณาแก้ไขพัฒนาต่อไป

    การที่คนเราจะมีโอกาสมาปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานนั้นยากมาก มีน้อยคนนักที่จะมีโอกาสเช่นนี้เพราะผู้ที่จะปฏิบัติธรรมได้นั้นต้องมีความพร้อมทั้งร่างกาย (ต้องสมบูรณ์แข็งแรง) จิตใจ (มีสุขภาพจิตที่ไม่เป็นปัญหาต่อการปฏิบัติธรรม) และต้องมีกัลยาณมิตรชี้แนะสนับสนุน และถึงแม้จะมีความพร้อมทั้ง ๓ ด้าน คือ ร่างกาย จิตใจ และมีกัลยาณมิตรก็ตาม บางคนก็ยังไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรม เช่นตัวดิฉันเองเป็นตัวอย่าง

    ดิฉันเป็นจิตแพทย์ และเป็นอาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงพอ มีสุขภาพจิตปกติ และมียอดกัลยาณมิตร คือสามีของดิฉัน ที่คอยชักชวนสนับสนุนให้ดิฉันไปปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลานานมา (สามีของดิฉันเริ่มปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๗-๒๕๒๘ และได้ปฏิบัติต่อเนื่องทั้งที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ที่วัดอัมพวัน และได้จัดโครงการปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๒ เป็นต้นมา) แต่ดิฉันก็ไม่เคยไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจริงจังสักที ถามว่าดิฉันทราบไหมว่าเป็นสิ่งที่ดี ก็ต้องตอบว่าทราบแน่นอนแต่ถ้าจะให้ไปปฏิบัติจริงๆ ก็ไม่ไป ดิฉันได้ลองคิดวิเคราะห์ถึงเหตุติดขัด-ขัดข้องของดิฉัน คิดว่ามีความติดขัด ๔ ประการ

๑. ติดธุระ
    การเป็นแพทย์กับเรื่องติดธุระดูแล้วเป็นเรื่องสมเหตุสมผลมาก แต่ดิฉันคิดว่าเรื่องติดธุระเป็นเพียงข้ออ้างมากกว่า เพราะถ้าเมื่อคนเราให้ความสำคัญกับสิ่งใดแล้ว เราจะมีเวลาให้กับสิ่งนั้นเสมอ เพราะฉะนั้นการที่เราอ้างว่าติดธุระ ไม่ว่าง ก็แสดงว่าเรายังให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นน้อย (ดังนั้นถ้าคุณจะมาปฏิบัติธรรมอย่ารอให้ว่าง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะไม่มีเวลาว่างสำหรับการปฏิบัติธรรมต่อเมื่อคุณมาปฏิบัติธรรมแล้วนั่นแหละคุณถึงจะเห็นความว่างได้เอง)

๒. ติดสบาย
    ความสะดวยสบายที่คุ้นเคยส่วนตัวเป็นเหตุอุปสรรคขัดข้องสำหรับบางคน รวมถึงตัวดิฉันเองด้วย เมื่อคิดว่าต้องมาอยู่รวมกันหลายคน การทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ จะไม่มีความสะดวกสบายที่คุ้นเคยนานาประการ ก็ทำให้ดิฉันติดขัดไม่อยากมาปฏิบัติธรรม

๓. ติดสุข
    ดิฉันเคยกล่าวกับผู้อื่นอยู่บ่อยครั้งว่า ดิฉันคิดว่าชีวิตดิฉันมีความสุขแล้ว ดิฉันมีโชคดีถึง ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ คือมีครอบครัวดี อบอุ่น ชั้นที่ ๒ คือ มีสามีดี เป็นกัลยาณมิตร ยอดเยี่ยม และชั้นที่ ๓ คือ มีอาชีพการงานที่ดี ดิฉันเป็นแพทย์และเป็นอาจารย์สอนแพทย์ ซึ่งหลวงพ่อท่านเคยกล่าวว่า อาชีพที่ได้บุญและเป็นอาชีพที่น่าสนับสนุนมี ๒ อย่างคือ อาชีพแพทย์และครูบาอาจารย์ ดังนั้นการที่ดิฉันเป็นแพทย์และอาจารย์แพทย์ จึงได้รวมทั้ง ๒ อย่าง

๔. ติดดี
    ดิฉันคิดว่าดิฉันเองเป็นคนดีคนหนึ่งในสังคม เป็นจิตแพทย์ที่คอยแนะนำวิเคราะห์จิตใจของคนอื่น และอาจจะหลงตัวเองว่าเก่งแล้ว ดีแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ดิฉันไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นที่จะต้องปฏิบัติธรรมพัฒนาจิตใจ-ปัญญาของตัวเอง

    แต่หลังจากที่ได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ดิฉันจึงเกิดปัญญารู้ว่าสิ่งที่ดิฉันเคยคิดมาก่อนนั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ หากดิฉันยังติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นความสุข ความดีแล้วละก็ วันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งต้องมีวันนั้นแน่นอน ดิฉันจะต้องเจ็บปวดสาหัส

    จะเห็นได้ว่าผู้มีปัญญานั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถทางโลกสูง หรือมีฐานะร่ำรวยอะไรในทางกลับกันคนที่มีความรู้ความสามารถสูงบางคนยังแสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยทางปัญญาก็มีอยู่มากมาย

    ดิฉันเองได้เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจริงจังครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย โดยมีสามีของดิฉันและท่านอาจารย์พันเอก(พิเศษ)ทองคำ ศรีโยธิน ซึ่งเป็นอดีตนายกสมาคมและเป็นนายกกิตติมศักดิ์ของยุวพุทธิกสมาคมฯ เป็นกัลยาณมิตร ช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนแก่ดิฉันเป็นอย่างดี

    ก่อนการปฏิบัติธรรมนั้น เมื่อดิฉันดูตารางการปฏิบัติธรรมเห็นว่ามีการปฏิบัติวันละหลายรอบ รอบละเป็นชั่วโมงๆ ก็รู้สึกท้อใจว่าจะไหวหรอ ดูใช้เวลานานจังเลยแต่พอปฏิบัติธรรมเข้าจริงๆ ดิฉันรู้สึกว่า “เป็นไปเอง” ดิฉันบอกตัวเองภายในว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร เช่น เดินจงกรมละเอียดแค่ไหน อย่างไร และดูเหมือนเวลาได้ผ่านพ้นไปเร็ว บางครั้งรู้สึกอยู่ในสมาธิยังไม่พอเลยก็หมดเวลาแล้ว ประสบการณ์และสภาวธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับดิฉันเป็นไปอย่างค่อนข้างราบรื่น และเป็นลำดับขั้นตอนอย่างอัศจรรย์ ดิฉันเองมีนิสัยหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นนิสัยติดตัวมาตั้งแต่อดีตชาติ ที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือก่อนล่วงหน้า ดิฉันมักจะอ่านเมื่อเกิดมีประสบการณ์หรือสภาวธรรมเกิดขึ้นแล้ว จึงอ่านหนังสือดูว่าเป็นอะไร เป็นอย่างไรจึงทำให้คิดว่าประสบการณ์หรือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นกับดิฉันเป็นเรื่องจริง ไม่ได้คิดจินตนาการไปเองอย่างแน่นอน (นิสัยของดิฉันที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือก่อน บางครั้งก็ทำให้คนที่หวังดีที่คอยแนะนำและนำหนังสือมาให้ดิฉันอ่านนั้น ต้องเกิดความรู้สึกขัดเคืองไปบ้าง เมื่อเห็นว่าดิฉันไม่ค่อยสนใจที่จะอ่าน)

    ในระหว่างการปฏิบัติธรรมมีอยู่บ่อยครั้ง (ร่วมสิบครั้ง) ที่ดิฉันรู้สึกว่า ประสบการณ์บางอย่างดิฉันเคยรู้จักคุ้นเคยมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Déjà vu คือภาวะที่เกิดความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนว่าสิ่งนั้นเคยเกิดกับตนเองมาก่อนแล้ว ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์และหลวงพ่อท่านเคยกล่าวว่า ดิฉันเคยทำและมีประสบการณ์การปฏิบัติธรรมมาก่อนในอดีตชาติแล้ว หลังจากครบกำหนดเวลาประมาณ ๗ วันของการปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธิกสมาคมฯ ดิฉันก็กลับมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อที่บ้านอย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละหลายชั่วโมง (เฉลี่ย ๓-๔ ชั่วโมง) ดิฉันรู้สึกเหมือนว่าอยู่ในห้วงแห่งธรรม และการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับดิฉัน มีเวลาว่างก็ปฏิบัติธรรม ได้เกิดมีสภาวธรรมที่อัศจรรย์เกิดขึ้นกับดิฉันหลายอย่าง และหลังจากปฏิบัติธรรมที่บ้านในวันที่ ๗ ก็เกิดสภาวธรรมที่อัศจรรย์ที่สุดในชีวิตของดิฉัน ดิฉันได้เล่าสภาวธรรมต่างๆ ให้ท่านอาจารย์ทองคำ ศรีโยธิน ทราบท่านบอกว่า “อย่างนี้ต้องไปกราบหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน (เท่านั้น)” จากนั้นท่านอาจารย์ทองคำและภริยาของท่านอาจารย์ได้พาดิฉันพร้อมสามีของดิฉันมากราบหลวงพ่อที่วัดอัมพวันโดยค่อนข้างรีบด่วน เมื่อมาถึงวัดก็มีลูกศิษย์วัดมาแจ้งว่าหลวงพ่อท่านให้เขามารอรับพวกเรา ท่านอาจารย์ทองคำจึงพูดขึ้นว่า หลวงพ่อท่านมีสิ่งอัศจรรย์ที่รู้ว่าพวกเราจะมาถึงเมื่อไร จึงสั่งให้คนมารอรับ

    เมื่อพวกเราได้พบและกราบนมัสการหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อได้สอบอารมณ์ดิฉัน ซึ่งดิฉันก็เล่าสภาวธรรมที่เกิดขึ้นให้ท่านทราบ (ดิฉันคิดว่าหลวงพ่อท่านทราบได้เอง และได้ก่อนที่ดิฉันจะเล่าสภาวธรรมของดิฉันให้ท่านทราบ) เมื่อดิฉันเล่าเสร็จหลวงพ่อท่านก็กล่าวกับพวกเราด้วยความยินดีว่า “ปฏิบัติได้ดีนี่ และนี่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนด้วย ทุกอย่างเป็นไปตามคัมภีร์เป๊ะเลย” จากนั้นหลวงพ่อท่านก็บอกให้ดิฉันไปห้องน้ำ ดิฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไร จึงปฏิบัติตามที่ท่านบอก เมื่อดิฉันกลับเข้ามา หลวงพ่อท่านก็แนะนำให้ดิฉันปฏิบัติธรรมต่อไปอย่างไร และท่านได้มองดูดิฉันด้วยสายตาที่มีแต่ความเมตตาอยู่ครู่หนึ่ง ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งใจในความเมตตาของท่าน และสำนึกในพระคุณท่านอย่างยิ่ง

    หลังจากพวกเราออกจากวัด ดิฉันก็ได้ถามคนอื่นที่มาด้วยกันว่า หลวงพ่อท่านทราบได้อย่างไรว่าดิฉันไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน ซึ่งก็ไม่มีใครได้แจ้งหรือบอกให้หลวงพ่อท่านทราบเลย นี่เป็นความอัศจรรย์ในอิทธิฤทธิ์ของหลวงพ่อท่าน และเมื่อดิฉันได้เรียนถามท่านอาจารย์ทองคำและคนอื่นที่อยู่สนทนากับหลวงพ่อในขณะที่ดิฉันไปห้องน้ำว่า หลวงพ่อท่านกล่าวอะไรบ้างในขณะที่ดิฉันไม่อยู่ สามีของดิฉันยิ้ม และท่านอาจารย์ทองคำก็ตอบด้วยมุทิตาจิตว่า หลวงพ่อท่านกล่าวชมการปฏิบัติธรรมของดิฉัน อนุโมทนากับดิฉัน และกล่าวรับรองผลการปฏิบัติธรรมของดิฉันด้วย ท่านอาจารย์ทองคำเคยบอกพวกเราว่า การกล่าวชมใครของหลวงพ่อท่านเป็นการกล่าวชมแบบบัณฑิตที่มักกล่าวชมใครกับผู้อื่น ต่างจากคนทั่วไปอื่นๆ ที่มักจะชมต่อหน้าแต่ไปว่าลับหลัง

    หลังจากที่ดิฉันได้ปฏิบัติธรรมแล้วระยะหนึ่ง ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับดิฉัน เมื่อสามีดิฉันได้ตรวจพบโดยบังเอิญด้วยคอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI) พบว่ามีโพรงในกระดูกขา-แขน ทั้ง ๔ ข้าง เมื่อได้รับการผ่าตัดเอาชิ้นกระดูกไปตรวจทางพยาธิวิทยา แพทย์ทางพยาธิวิทยาบอกว่ามีเซลล์อ่อนมากกว่าปกติ สงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็ง ดิฉันเองได้รับทราบจากแพทย์ทางโลหิตวิทยาที่มาดูแลสามีดิฉัน ขณะนั้นสามีของดิฉันยังไม่ทราบ ทำให้ดิฉันได้เห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า เห็นตัวทุกข์แล้วจริงๆ สมดั่งกับคำที่กล่าวว่า

ทุกฺโขติณฺณา เป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว
ทุกฺขปเรตา เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว

    แต่ถ้าเรามีวิชาของพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็จะสามารถมองหรือทำความทุกข์ให้เป็นทุกขัง (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ได้ กล่าวคือ รู้เท่าทันความทุกข์ รู้จักความทุกข์ตามความเป็นจริงแห่งเหตุปัจจัย ถ้าจะมาอุปมาเหมือนคนเฝ้าประตูบ้าน ถ้ารู้เท่าทัน รู้จักคนเข้า-ออกประตูว่าเป็นใคร เป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ และเมื่อสามีดิฉันได้รับการตรวจอย่างละเอียดโดยการเจาะไขกระดูกไปตรวจ ผลปรากฏว่าปกติดี สมดังที่หลวงพ่อท่านเคยบอกกับสามีดิฉันเรื่องโพรงในกระดูกว่า “ไม่เป็นไร” เมื่อคราวที่สามีดิฉันได้กราบเรียนให้ท่านทราบ หลวงพ่อท่านก็ตอบเกือบจะทันทีเลยว่า “ไม่เป็นไร” และก็ไม่เป็นไรสมดังที่หลวงพ่อท่านกล่าวจริงๆ

    ดิฉันคิดว่าผู้ปฏิบัติธรรมนั้นควรจะสามารถนำธรรมะของพระพุทธองค์มาใช้ในการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทขั้นพื้นฐาน อย่างน้อย ๒ สภาวะ คือ เมื่อตัวเราเองหรือคนที่เรารักจะต้องจากไป ซึ่งเวลานั้นต้องมีมาแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราควรจะเตรียมใจพร้อมที่จะยอมรับและสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ตามเหตุปัจจัยของมันได้อย่างเหมาะสม มีสติ และดำเนินชีวิตของตนเองด้วยความไม่ประมาทถึงสภาวะที่จะเกิดขึ้นตามความเป็นจริงนี้

    ผลของการปฏิบัติธรรมของดิฉันนั้น ทำให้ดิฉันมีความสงบสุข มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ดิฉันมีชีพจรที่ช้าลงมาก โดยวัดครั้งล่าสุดขณะพัก กึ่งนั่ง-กึ่งนอน ได้ประมาณ ๕๘ ครั้ง/นาที การหายใจก็ละเอียดเบา และจำนวนครั้งลดลงมาก ก่อนการปฏิบัติธรรมดิฉันเป็นคนหลับยากและตื่นง่าย อาจเป็นเหตุให้ดิฉันรู้สึกเหนื่อยเพลีย แต่หลังจากการปฏิบัติธรรมช่วงต้น ดิฉันเพียงแค่จับพอง-ยุบ ไม่กี่ครั้ง ดิฉันก็วูบหลับไปได้สบาย แม้บางคืนดิฉันเกิดมีทุกขเวทนา เช่น ปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งคืนหนึ่งมีอากาศร้อนจัด ดิฉันรู้สึกปวดศรีษะมากจนรู้สึกคลื่นไส้จะอาเจียน ดิฉันก็กำหนดจิตอธิษฐานขอให้คุณพระคุ้มครองให้หลับสบายแล้วกำหนดจิต ดิฉันก็หลับไปอย่างสบาย ไม่มีอาการปวดทรมานตลอดคืนจนกระทั่งตื่นเช้า

    ในด้านการปฏิบัติงานนั้น ดิฉันเคยได้รับมอบหมายให้ทำงานที่ดิฉันคิดว่ายากและคงต้องใช้เวลานานจึงจะทำได้สำเร็จ ดิฉันได้นั่งสมาธิโดยไม่ได้ตั้งใจจะทำสมาธิเพื่อจะมาทำงาน แต่เป็นการทำสมาธิช่วงสั้นๆ ในเวลาว่าง แล้วดิฉันก็ลองเอางานชิ้นนั้นมาลองทำดู ปรากฏว่าดิฉันสามารถทำงานชิ้นนั้นได้เสร็จอย่างง่ายดาย รวดเร็ว (ใช้เวลาประมาณ ๑๕-๓๐ นาทีเท่านั้น) ได้อย่างน่าอัศจรรย์ และผลงานนั้นดิฉันคิดว่าดีมาก จนดิฉันเองก็รู้สึกประหลาดใจ ดิฉันทำได้ขนาดนี้หรือ และแม้ในงานออกข้อสอบวัดทัศนคติ ซึ่งดิฉันคิดว่ายาก แต่เมื่อดิฉันได้รับมอบหมายให้เป็นคนออกข้อสอบ ดิฉันก็สามารถทำได้อย่างดีมาก จนอาจารย์แพทย์ท่านอื่นๆ ชื่นชมและบางคนกล่าวชมว่า “ดีมากๆ เลย” จากนั้นดิฉันก็ได้รับมอบหมายให้ออกข้สอบอย่างนี้ในปีต่อๆ มา

    ดิฉันคิดว่านี่เป็นความอัศจรรย์ของจิตที่ได้รับการฝึกฝนปฏิบัติธรรม ทำให้มีสภาพพร้อมในการทำงาน มีพลัง มีความสงบ ใส เหมาะแก่การทำงานให้เกิดปัญญาต่างๆ ได้

    ที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างของผลแห่งการปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นผลจริง ไม่มีข้อสงสัยใดๆ มีบางคนเคยกล่าวอย่างท้อใจกับการปฏิบัติธรรมว่า ทำไมไม่เห็นผล ดิฉันคิดว่าการปฏิบัติมีผลจริงเสมอ และมีผลทั้งนั้น แต่จะมีผลแค่ไหนระดับไหน จนเกิดเป็นผลสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่าง ดิฉันขออนุญาตเปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนกับการต้มน้ำในกาน้ำให้น้ำเดือดระเหยไปจนหมดนั้นต้องอาศัย
๑. อุณหภูมิความร้อนต้องสูงพอ คือ อย่างน้อยต้องถึงจุดเดือดของน้ำ
๒. ต้องนำกาไปตั้งบนเตา
๓. ต้องต่อเนื่อง ไม่ใช่ยกขึ้นยกลงๆ
๔. ต้องนานพอ

    ฉะนั้นเมื่อใครปฏิบัติธรรมแล้วท้อใจว่าไม่เป็นผลนั้น ก็ต้องดูว่าอุณหภูมิความร้อนสูงเพียงพอหรือยัง (บารมีที่สั่งสมมา) ถ้ายังไม่พอก็ต้องเพียรพยายามสั่งสมความดีความเพียรต่อไป จนในที่สุดอุณหภูมิความร้อนสูงขึ้นพอ ได้ปฏิบัติถูกต้องถูกทางหรือไม่ ต่อเนื่องหรือไม่ และนานพอแล้วหรือยัง

    จึงขอให้กำลังใจแก่ท่านผู้อ่านผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านว่า การปฏิบัติที่ถูกต้องตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นได้ผลมีจริงอย่างแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย ขอให้พยายามสั่งสมความดี ความเพียร อย่าเพิ่งท้อใจ ต้องมีตถาคตโพธิสัทธาเป็นพื้นฐานตั้งมั่น เพราะเรามีพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกเป็นแบบอย่างให้เห็นว่า เมื่อเจริญรอยตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามมรรคมีองค์ ๘ แล้ว ย่อมมีโอกาสในการบรรลุจุดหมายปลายทางในอนาคตกาลแน่นอน

    ดิฉันขอกราบนอบน้อมอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยบุญบารมีของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม และด้วยคุณความดีทั้งหลายที่ดิฉันได้กระทำมาแล้วในอดีต กระทำในปัจจุบันและจะกระทำต่อไปในอนาคต โปรดดลบันดาลให้หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงอย่างดียิ่ง มีอายุยิ่งยืนนานเกิด ๑๐๐ ปี เพื่อช่วยค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้มั่งคงถาวร เพื่อประโยชน์สุข-ความสงบสุขของชาวโลกทั้งหลายตลอดไปด้วยเทอญ

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

Advertisements
%d bloggers like this: