๑๘/๓ หนทางพิสุทธิ์สู่เส้นทางสายเอก

ศุภรัตน์ ปรศุพัฒนา

    ข้าพเจ้าอายุ ๓๘ ปี เป็นชาวจังหวัดชัยภูมิ แต่เข้ามาเรียนหนังสือและทำงานที่กรุงเทพฯ หลังจากเรียนหนังสือจบระดับปริญญาโท สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร จากประเทศออสเตรเลีย ก็ได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชนเรื่อยมา เมื่อก่อนข้าพเจ้าไม่เคยศรัทธาในพระพุทธศาสนาเลย เพราะมีความเชื่อว่าศาสนามีไว้เพียงเพื่อสอนคนให้อยู่ในวินัยและให้ประพฤติถูกต้องในสังคมเท่านั้น ถ้าเราไม่ทำอะไรขัดต่อวินัยและความถูกต้องของสังคมแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีศาสนา ประกอบกับครอบครัวเป็นคนจีน ที่บ้านมีแต่ไหว้เจ้า จึงเห็นศาสนกิจน้อยมากเมื่อเทียบกับชาวพุทธโดยทั่วไป จนกระทั่งคุณพ่อเสียชีวิตลงคุณแม่ต้องแบกภาระที่หนักมากแทนคุณพ่อ ต้องเลี้ยงดูลูกๆ ถึง ๕ คน และดูแลกิจการค้าขายทางบ้าน คุณแม่ก็เริ่มหันหน้าเข้าหาธรรมะโดยใส่บาตรทุกเช้า สวดมนต์ไหว้พระทุกวัน อ่านหนังสือธรรมะ

    ข้าพเจ้าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก แต่ยกเว้นหนังสือธรรมะเพราะไม่ศรัทธาตั้งแต่ต้น เมื่อกลับไปบ้านที่ชัยภูมิก็หาหนังสือมาอ่าน พบว่าที่บ้านมีแต่หนังสือธรรมะอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นให้อ่านบันเทิงใจได้เลย ด้วยความที่อยากอ่านหนังสือมากจึงหยิบมาอ่านอย่างเสียไม่ได้ น่าแปลกมากที่หนังสือธรรมะในห้องคุณแม่มีหลายสิบเล่ม แต่เล่มแรกที่ข้าพเจ้าหยิบอ่านโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเล่มไหนกลับเป็นหนังสือกฎแห่งกรรม-ธรรมปฏิบัติ ของหลวงพ่อจรัญ เล่ม ๑-๒ เหมือนเป็นการชักนำให้ข้าพเจ้าได้มาปฏิบัติกรรมฐานกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ยิ่งอ่านก็ยิ่งสนใจจึงอ่านหมดเล่ม

    ก่อนหน้านั้นข้าพเจ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับชีวิตมากมายแต่ไม่เคยหาคำตอบให้กับตัวเองได้เลย ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ หนังสือสองเล่มนี้ให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่ข้าพเจ้าสงสัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ ความเคลือบแคลงในพระพุทธศาสนาจึงค่อยๆ ลดลง พร้อมกับศรัทธาที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงศรัทธาต่อ หลวงพ่อจรัญด้วย คืนหนึ่งคุณแม่ชวนไปใส่บาตรตอนเช้าที่วัดแถวบ้าน ข้าพเจ้าก็ไป ภาพการถวายอาหารพระ พระสวดให้พร หลังจากฉันอาหารเสร็จท่านก็เทศน์นิดหน่อย ภาพเหล่านั้นประทับใจข้าพเจ้ามาก เกิดความศรัทธาและความปีติ เมื่อกลับมากรุงเทพฯ จึงขวนขวายหาหนังสือธรรมะมาอ่านเอง พร้อมกับลองหัดนั่งสมาธิดูเองโดยไม่มีครูบาอาจารย์สอน

    มีอยู่ช่วงหนึ่งข้าพเจ้าลองนั่งสมาธอยู่ที่บ้านทุกวันในเวลาเดียวกันคือช่วงสี่ทุ่ม แต่เพียงแค่ ๑๕ นาทีเท่านั้น หลังจากปฏิบัติติดต่อกัน จนกระทั่งวันที่ ๗ ของการนั่งสมาธิช่วงประมาณสองทุ่ม สุนัขหลายตัวก็ส่งเสียงหอนอย่างผิดปกติอยู่บ้านนี้มานานไม่เคยได้ยินสุนัขหอนแบบนี้เลย จึงรู้สึกกลัว คิดว่าวันนี้จะไม่นั่งสมาธิ เมื่อคิดจบสุนัขก็หยุดหอนข้าพเจ้าก็ลืมไปเลย พอได้เวลาสี่ทุ่มจึงปฏิบัติเหมือนเช่นเคย เมื่อนั่งไปได้ ๕ นาทีเท่านั้น สุนัขก็ส่งเสียงหอนอีกขานรับกันเป็นทอดๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงแหลมเล็กกรีดร้องแทรกขึ้นมา เป็นเสียงที่โหยหวนมาก ยาวนานไม่ขาดระยะเหมือนไม่หายใจ จำได้ว่ามีประมาณ ๔-๕ เสียง สัญชาติญาณบอกทันทีว่านี่เสียงเปรตร้อง เสียงนั้นโหยหวนจนเข้าไปถึงกระดูก ข้าพเจ้ากลัวจับใจจึงเลิกนั่งสมาธิกลางครันล้มตัวลงนอนเลย ตอนนั้นยังแผ่เมตตาไม่เป็น ทำอะไรก็ไม่เป็น ระหว่านอนก็ครุ่นคิดว่าที่คนโบราณบอกว่ามีเปรตนั้นก็มีจริงน่ะซิ ภพภูมิแห่งวิญญาณและการเวียนว่ายตายเกิดก็ต้องมี ถ้าข้าพเจ้าต้องตาย ข้าพเจ้าไม่อยากเป็นเปรตเลย เพราะดูเหมือนเขาจะทรมานมาก ข้าพเจ้าไม่อยากมีทุกข์อย่างนั้น ก็เลยคิดต่อว่า ถ้าไม่อยากเป็นอย่างนั้น อะไรที่จะช่วยให้เราไม่ไปอยู่ในภพภูมิแห่งความทุกข์ ก็ถามตัวเองต่อไปว่า แล้วอะไรที่ทำให้เธอเห็นเขา คำตอบก็คือเพราะเธอนั่งสมาธิเธอจึงเห็น เพราะฉะนั้นการนั่งสมาธิต้องเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่แน่ๆ เธอควรฝึกตามเส้นทางนี้แหละจะทำให้เธอพ้นทุกข์ได้ แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่กล้านั่งสมาธิอีกเพราะกลัวเจอเปรต และยังไม่มีครูสอนจึงเลิกนั่งสมาธิไปประมาณ ๖ เดือน

    วันหนึ่งปรารภกับคุณแม่ว่าอยากฝึกนั่งสมาธิ แต่ไม่รู้จะไปฝึกที่ไหน คุณแม่จึงแนะนำให้มาที่วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ข้าพเจ้าจึงจัดกระเป๋าเสื้อผ้ามาวัดอัมพวันทันทีมาปฏิบัติครั้งแรกทรมานมาก ด้วยความที่เป็นคนใจร้อน ทำอะไรผลุบผลับและมักตามใจตนเองอยู่เสมอ พอต้องมาทำอะไรช้าๆ กำหนดสติและต้องอยู่ในระเบียบวินัย จึงแทบจะทนไม่ได้ แต่ก็อยู่จนครบ ๗ วัน ไม่ได้อะไรเลย จำได้ว่าวันที่กลับบ้านข้าพเจ้าดีใจที่สุด คิดว่าจะไม่กลับมาปฏิบัติอีกแล้ว นอกจากจะมากราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อเท่านั้น ก่อนกลับก็ซื้อหนังสือสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ของอาจารย์สุจิตรา อ่อนค้อม มาอ่าน อ่านเพียงแค่ ๒ วันเท่านั้น ข้าพเจ้าก็กลับมาวัดอัมพวันใหม่ พร้อมกับขอหลวงพ่อบวชชีเลยทีเดียว แต่ท่านไม่อนุญาต ข้าพเจ้าเคารพและศรัทธาหลวงพ่อมาก เมื่อท่านไม่อนุญาต ข้าพเจ้าก็ไม่บวชเชื่อฟังท่านแต่โดยดี และมีความรู้สึกอยากฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน หลวงพ่อท่านอ่านใจข้าพเจ้าออกท่านจึงบอกว่า ต่อไปนี้หนูเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ ข้าพเจ้าก้มลงกราบท่าน น้ำตาซึมด้วยความปิติเป็นอย่างยิ่ง ท่านบอกว่า ไม่ต้องไปบวชชีหรอก มีพักร้อนปีละกี่วัน เมื่อข้าพเจ้าตอบว่ามีพักร้อนปีละ ๓ อาทิตย์ ท่านก็บอกว่า พักร้อนปีนี้ไม่ต้องไปเที่ยว ให้มาปฏิบัติกรรมฐาน ข้าพเจ้ารับปากท่าน

    หลังจากนั้นอีก ๖ เดือน เมื่อเคลียร์งานได้ก็มาปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวันอีก เป็นเวลา ๑๙ วัน ระหว่างปฏิบัติเกิดเวทนาหนักมาก นั่งกรรมฐานทีไรร้องไห้เกือบจะทุกรอบแต่ไม่ยอมแพ้ นั่งครบตามกำหนดเวลาทุกครั้ง จนข้าพเจ้ากลัวทุกครั้งที่จะเริ่มปฏิบัติ แต่ถึงกลัวปฏิบัติอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง หลวงพ่อท่านก็ย้ำว่าอดทนต่อไป อย่าเลิกจนวันที่ ๗ ของการปฏิบัติ ข้าพเจ้าปวดขามากเช่นเคย หนนี้ปวดหนักจนร้องไห้มากกว่าทุกครั้งปวดจนถึงขีดสุด ข้าพเจ้าก็บอกกับตัวเองว่าตายเป็นตาย ให้มันตายไปเลยพอคิดได้ดังนั้นความปวดก็ดับวูบลงพร้อมกับอาการที่ตา หู และกายไม่สัมผัส เหมือนเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ทันใดนั้นก็ปรากฏภาพนิมิตเป็นเวิ้งทะเลใหญ่ ด้วยความสนใจข้าพเจ้าจึงจ้องมองโดยลืมกำหนดเห็นหนอ ภาพนิมิตนั้นจึงเลือนหายไป พร้อมกับรู้สึกตัวกลับมาอีกครั้ง เห็นภาวะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปชัดเจน ตั้งแต่วันนั้นจนปฏิบัติครบ ๑๙ วัน ข้าพเจ้าไม่เกิดเวทนาที่ขาอีกเลย เมื่อสงบจากเวทนา จึงหันมากำหนดพอง-ยุบมากขึ้น กำหนดสติให้ละเอียดยิ่งขึ้น

    ขณะเดินจงกรมในวันที่สิบกว่า ข้าพเจ้าเกิดคิดถึงคุณพ่อที่เสียชีวิตไปหลายปีว่าตอนนี้ท่านไปอยู่ที่ไหน ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยสนใจเลย เพราะคิดว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้วก็แล้วกันไป แต่ตอนนี้คิดถึงท่านมาก ระลึกถึงบุญคุณที่ท่านเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่ ข้าพเจ้าหวนนึกถึงคำของหลวงพ่อว่า ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจะเป็นผู้มีความกตัญญูต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณ มันเป็นเช่นนี้เองละหนอ ข้าพเจ้านึกเคารพบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคารพรักพระกรรมฐานและเคารพรักครูบาอาจารย์คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญมาก พร้อมกับคิดว่าเราได้ของดีจากพระกรรมฐานแล้วแค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้ม ยังไม่ได้นับอานิสงส์อื่นๆ ที่มีอีกมากจนสุดจะประมาณได้

    ช่วงแรกๆ ของการเข้าปฏิบัติกรรมฐาน มารก็เริ่มผจญข้าพเจ้าเหมือนดังบททดสอบจิตใจทีเดียว ข้าพเจ้านึกถึงคำของหลวงพ่ออีกว่า ยิ่งทำความดี มารก็ยิ่งผจญ มารมาทดสอบ มารมาเป็นครู พอเริ่มสร้างความดีคือปฏิบัติกรรมฐาน เรื่องราวที่ก่อให้เกิดความทุกข์ก็ประดังเข้ามาหลายเรื่องพร้อมๆ กัน แต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่โตที่ข้าพเจ้าไม่เคยประสบมาก่อน ทั้งการงาน การเงิน ปัญหาครอบครัวพี่น้อง จนข้าพเจ้าเครียดมาก ตั้งสติไม่ได้ กำหนดไม่ทัน รู้สึกหมดแรง ไม่อยากทำความดี ไม่อยากทำกรรมฐานอีกต่อไป จนวันหนึ่งข้าพเจ้ารู้สึกว่าสภาพจิตใจแย่เต็มทนแล้ว หมดกำลังใจมาก จึงมากราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เมื่อมาถึงวัดหลวงพ่อท่านก็ลงมาเช่นเคย ท่านมองมาที่ข้าพเจ้าพร้อมกับเอ่ยว่า “จำไว้นะ ศุภรัตน์ เมื่อเรายังไม่มีความดี ยังไม่มีบุญนั้น เจ้ากรรมนายเวรยังทวงเราไม่ได้เพราะเราไม่มีอะไรจะให้ แต่เมื่อเราสร้างความดี ปฏิบัติกรรมฐานนั้นก็เปรียบเสมือนค้าขายจนมีเงินแล้ว เจ้ากรรมนายเวรเปรียบเหมือนเจ้าหนี้ เมื่อรู้ว่าเรามีเงินก็จะทวงเงินเรา เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องใช้เขาไป เราต้องผ่านจุดนี้ให้ได้เสียก่อน เมื่อผ่านจุดนี้ไปได้แล้ว ชีวิตของเราก็จะดีขึ้น ไม่มีอะไรรั้งไว้อยู่ เปรียบเหมือนเส้นกราฟที่ลากผ่านจุดตั้งต้นก่อน แล้วค่อยๆ พุ่งสูงขึ้น แต่คนส่วนใหญ่นั้นมักจะหยุดสร้างความดี หยุดปฏิบัติกรรมฐานกันที่จุดนี้ ชีวิตเลยไม่ไปถึงไหน”

    ข้าพเจ้าได้ฟังคำเฉลยจากหลวงพ่อแล้วโดยที่ยังไม่ได้ถามท่าน หลวงพ่อท่านหยั่งรู้ ช่วยสอนธรรมะครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญแก่ข้าพเจ้าอีกครั้ง ความเอิบอิ่มใจและกำลังใจที่เติมจนเต็ม ช่วยให้ข้าพเจ้าไม่ท้อถอยต่อการสร้างความดีจนถึงทุกวันนี้

    ข้าพเจ้าเชื่อว่าคนเรานั้นเวียนว่ายตายเกิดมานานหนักหนา ในแต่ละภพแต่ละชาตินั้นก็คงมีเจ้ากรรมนายเวร จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ให้เราได้มาชดใช้ ยิ่งทำไม่ดีกับใครไว้ก็ยิ่งมีเจ้ากรรมนายเวรมาก เมื่อเกิดมาชาตินี้ ได้เกิดเป็นคน ได้พบพระพุทธศาสนา ได้มีศรัทธาในการปฏิบัติ ได้มีครูบาอาจารย์ดี สั่งสอนถูกต้องตามเส้นทางที่สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงชี้แนะไว้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แก้ปัญหาชีวิตของตน และสร้างบารมีให้ชีวิตสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

    มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ข้าพเจ้าทิ้งการปฏิบัติกรรมฐานและการสวดมนต์ไปด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง ขี้เกียจบ้าง สนุกสนานเฮฮาบ้าง ทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย นิสัยที่ไม่ดีเช่นขี้โมโห ใจร้อน เห็นแก่ตัว มีทิฐิมานะสูง ก็เลยกลับมาเหมือนเดิม เจออะไรในชีวิตก็ลืมกำหนด ลืมการปฏิบัติแก้ปัญหาชีวิตไม่ได้ เอาความรู้ทางโลกมาแก้ปัญหาทางโลกแบบผิดๆ ถูกๆ ก็เลยไปกันใหญ่ ไม่มีสติปัญญามองเห็นปัญหาและการแก้ปัญหา จนกระทั่งวันหนึ่งไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่ออีก ท่านชี้มาที่ข้าพเจ้าแล้วบอกว่า “ถ้าเราไม่ปฏิบัติกรรมฐานเพื่อยกชีวิตเราให้ดีขึ้นละก็ ชีวิตก็จะไปตามยถากรรมเหมือนที่มันเป็นอยู่นี่แหละ” หลวงพ่อช่วยเมตตาเตือนข้าพเจ้าอีกแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่หลวงพ่อพยายามช่วยข้าพเจ้า รวมถึงการแผ่เมตตาที่หลวงพ่อจะแผ่ให้กับลูกศิษย์ รวมถึงผู้ที่มีความทุกข์และต้องการความช่วยเหลือจากท่าน แต่เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิบัติกรรมฐาน ทำให้การแผ่เมตตาของหลวงพ่อไม่เป็นผล เพราะการที่จะให้หลวงพ่อช่วยเหลืออะไรนั้นตัวเราควรต้องช่วยเหลือตัวเองเสียก่อน ก่อนที่จะไปพึ่งพาผู้อื่น หลวงพ่อท่านสอนไว้ว่า เราต้องช่วยเหลือตัวเราเองให้ได้เสียก่อน ต่อไปจึงช่วยเหลือครอบครัว หลังจากนั้นช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ การช่วยเหลือตนเองก็คือการสร้างความดีให้กับตนเอง สร้างมนุษย์สมบัติ ดังที่หลวงพ่อได้กล่าวถึงเสมอๆ หลวงพ่อบอกว่า ท่านแผ่เมตตาให้ แต่เพราะข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติธรรมก็เหมือนคลื่นวิทยุสองคลื่นจูนไม่ตรงกัน หลวงพ่อแผ่เมตตาไปให้จึงสะท้อนกลับ เพราะการทำกรรมฐานไม่ต่อเนื่องไม่สม่ำเสมอก็เปรียบเหมือนกับไม่ได้ทำเลย แก้ปัญหาชีวิตก็ไม่ได้ ชีวิตก็ไปตามยถากรรมเหมือนเดิม เมื่อช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้แล้วจะไปช่วยใครได้ จึงอยากฝากทุกท่านว่าอย่าได้ทิ้งกรรมฐานเหมือนที่ข้าพเจ้าทำ

    หลังจากนั้นข้าพเจ้ายังคงไปกราบหลวงพ่ออยู่เสมอๆ มีอยู่ช่วงหนึ่งหลวงพ่อเรียกข้าพเจ้าว่าดอกเตอร์ตลอด ข้าพเจ้าเรียนท่านว่าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นดอกเตอร์ ท่านจึงบอกว่า ก็ไปเรียนดอกเตอร์เสียซิ ข้าพเจ้าก็กลับไปคิดว่าจะเรียนต่อดีหรือไม่ เพราะตัวเองเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเรียนเท่าไหร่ แต่ถ้าหลวงพ่อบอกละก็ของนั้นต้องเป็นของดีแน่นอน ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจเรียนต่อ หลวงพ่อท่านให้เหตุผลว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเรียนจบถึง ๑๘ ศาสตร์หรือ ๑๘ ดอกเตอร์ เราเป็นลูกท่านเราจะเรียนจบให้ได้สัก ๑ ดอกเตอร์ไม่ได้เชียวหรือ ท่านให้ปฏิบัติกรรมฐานทุกวัน และความรู้นั้นต้องคู่คุณธรรม เรียนหนังสือทางโลกแล้วให้เอาคุณธรรมเข้าไปประกอบจึงจะสมบูรณ์ ปัจจุบันข้าพเจ้าเรียนระดับปริญญาเอก สาขา โภชนศาสตร์ที่สถาบันวิจัยโภชนาการและคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถ้าไม่ได้หลวงพ่อชี้แนะข้าพเจ้าคงจะไม่มีโอกาสเรียนต่อแน่นอน หลวงพ่อท่านสนับสนุนในเรื่องการศึกษา ท่านอยากเห็นเยาวชนไทยตั้งใจเรียนหนังสือ มีคุณธรรม เพื่อความเจริญก้าวหน้าทั้งทางสติปัญญาและจิตใจ เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป ดังที่หลวงพ่อกล่าวอยู่เสมอๆ ว่า ความรู้ต้องคู่คุณธรรม

    หลังจากนั้นข้าพเจ้าจึงหวนกลับมาปฏิบัติกรรมฐานใหม่ หนนี้อยากสนองคุณของบุพการีผู้ให้กำเนิดและมีพระคุณอย่างยิ่ง หลวงพ่อบอกให้สนองคุณบิดามารดาโดยการพาท่านมาเข้ากรรมฐาน ข้าพเจ้าจึงชวนคุณแม่มาปฏิบัติ ชวนอยู่หลายครั้งคุณแม่ก็ไม่ยอมมา อ้างว่าไม่มีเวลาบ้าง ห่วงหลานบ้าง ห่วงบ้านบ้าง สุดท้ายข้าพเจ้าจึงพูดขอท่านตรงๆ ว่า ให้โอกาสข้าพเจ้าสนองคุณบ้างเถิดคุณแม่จึงยอมมาปฏิบัติ เนื่องจากบ้านอยู่ที่ชัยภูมิ เราจึงไปปฏิบัติที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จังหวัดขอนแก่น ซึ่งท่านพระครูวินัยธร-ธีรวัฒน์ ฐานุตตโร ได้เมตตาช่วยสอนเป็นอย่างดี ปีนั้นทั้งปีคุณแม่ได้เข้ากรรมฐานถึง ๔ ครั้ง กลับมาบ้านยังได้ปฏิบัติเองอีกด้วย

    เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ไปปฏิบัติธรรมในโครงการแสงธรรมนำชีวิต สำหรับประชาชนทั่วไป ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จ.ขอนแก่น เป็นเวลา ๗ วัน มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงวันที่ ๔ ของการปฏิบัติข้าพเจ้ากำหนดสติได้ดีมาก เกิดปัญญาสอนว่า กายนั้นอยู่ส่วนกาย จิตนั้นอยู่ส่วนจิต จิตอิ่มเอิบมากจึงแผ่เมตตาไปจนไพศาล เมื่อออกจากการปฏิบัติ กำหนดสติรู้ในอิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ดีมาก เช้ามืดวันถัดมา ข้าพเจ้ากำลังเดินจงกรมอยู่ เกิดปวดท้องมาก จึงไปเข้าห้องน้ำก็ไม่หายปวด ปวดจนตัวงอไปหมดจึงลงนอนพัก ซึ่งตอนนั้นทุกคนออกไปปฏิบัติกันหมด เหลือข้าพเจ้าคนเดียว พอกำลังเคลิ้มๆ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งผมยาวประบ่า นุ่งขาวห่มขาวมายืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับพาข้าพเจ้าไปสถานที่แห่งหนึ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น สถานที่ที่ไปนั้นดูเป็นเมืองที่แปลกมาก ผู้คนขวักไขว่ แต่ไม่มีใครพูดจากันเลย ข้าพเจ้าก็เดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบชายสูงอายุท่านหนึ่ง ข้าพเจ้าก็เดินเข้าไปหา ชายสูงอายุท่านนั้นก็พูดกับข้าพเจ้าด้วยประโยคสั้นๆ แต่ข้าพเจ้าจำได้อย่างแม่นยำจนบัดนี้ว่า หนูหมั่นสร้างความดีนะ อย่าทิ้ง ข้าพเจ้ารับปาก สักครู่ไม่ทราบใครยื่นชามข้าวต้มให้ บอกให้ข้าพเจ้ารับประทาน ข้าพเจ้าจึงรับประทานจนหมด รสชาติหอมอร่อยมากทั้งๆ ที่เป็นเพียงข้าวต้มเปล่าๆ เมล็ดข้าวก็ดูแปลก เมื่อข้าพเจ้าทานหมดก็มีคนชี้บอกทางให้เดินข้ามสะพานกลับ เมื่อข้ามสะพานพ้นก็รู้สึกตัวเพราะมีคนเข้ามาในห้อง เอายามาให้ แต่ตอนนั้นหายปวดท้องแล้ว

    ข้าพเจ้ารู้สึกถึงวาสนาในทางปฏิบัติธรรมของตนเองว่าคงจะมาในเส้นทางนี้ เพราะได้พบครูบาอาจารย์ที่เป็นเอกเป็นเลิศ คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ พบคุณพ่อคุณแม่ที่ประเสริฐที่ให้การสนับสนุนการปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ท่านที่อยู่ในภพภูมิอื่นก็ยังอุตส่าห์มากระตุ้นเตือนให้ข้าพเจ้าอย่าทิ้งการปฏิบัติธรรมอีก นับว่าตนเองโชคดีมากและรู้สึกเสียใจที่ทิ้งกรรมฐานไปหลายปี จึงบอกตัวเองว่า ต่อไปนี้จะไม่ทิ้งกรรมฐานอีก เพราะโอกาสมีมาพร้อมมูลในชาติภพนี้แล้ว

    เมื่อธันวาคม ๒๕๔๖ บุญวาสนาของข้าพเจ้ามาถึงอีกครั้งเมื่อมีโอกาสได้รู้จัก คุณพี่พาณิชย์-คุณพี่ถวัลย์ สมาบุตร จากการแนะนำของพี่พรภักดี แซ่อึ้ง พี่ทั้งสองได้แนะนำเรื่องการปฏิบัติให้แก่ข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าปรารภว่าอยากบรรลุธรรมในชาตินี้ อยากใช้เวลาที่ยังมีครูบาอาจารย์คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อคอยสั่งสอนเรื่องการปฏิบัติอยู่นั้นให้คุ้มค่าที่สุดที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ พี่พาณิชย์แนะนำว่าจะต้องปฏิบัติทุกวัน เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง ถ้าเป็นคนโสดเดิน ๓ ชั่วโมง นั่ง ๓ ชั่วโมงได้จะเป็นการดีและสัมฤทธิ์ผลอย่างที่ต้องการแน่ ข้าพเจ้าจึงนำไปปฏิบัติ และไปเข้าโครงการวิปัสสนากรรมฐานเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ – ๑ มกราคม ๒๕๔๗ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน ข้าพเจ้าเดิน ๓ ชั่วโมง นั่ง ๓ ชั่วโมงได้แต่ด้วยเวทนาที่มากที่สุดในชีวิต ท่านพระครูวินัยธรธีรวัฒน์ได้เมตตาควบคุมและช่วยสอนการปฏิบัติอีกครั้ง

    การเดินจงกรมนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าสติและสมาธิจากการเดินจงกรมดีแล้ว เวลานั่งสติและสมาธิก็จะดีและต่อเนื่องด้วย หลวงพ่อจึงให้เดินจงกรมก่อนนั่งสมาธิ หลังจากการปฏิบัติกรรมฐานทุกครั้งข้าพเจ้าจะมีอาการหนาว มือเท้าเย็น พี่พาณิชย์บอกให้ไปอาบน้ำจึงจะหายหนาว และว่าถ้าปฏิบัติกรรมฐานถูกวิธี มือจะเย็นเสมอ

    ในระหว่างการปฏิบัติได้เกิดปัญญาขึ้นมากมาย และได้พิจารณาธรรมอย่างเช่น

    “เพราะจิตนี้มีกายเป็นข้อต่อรอง ในการทำให้เกิดกิเลสต่างๆ นานา กายเป็นทางเข้าออกของกิเลสโดยทางอายตนะภายในทั้ง ๖ กายนี้ชักนำจิตให้เศร้าหมอง จิตก็ชักนำกายให้เศร้าหมอง ต่างฝ่ายต่างรวมหัวกันทำความไม่ดี แต่ถ้าเราสามารถควบคุมจิตไม่ให้วิ่งเข้าสู่กิเลสต่างๆ ได้ จิตก็จะดีและชักนำกายให้ดีด้วย เพราะฉะนั้นต้องหมั่นฝึกจิตด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔” และ

    “ในระหว่างกำหนดสตินั้น ทุกๆ ลมหายใจเข้าออกนั้นเป็นบุญ เรากำลังสร้างความดี เรามิได้ทำความชั่วเลย ศีล ๕ มีครบถ้วน มิได้มีกิเลสโลภ โกรธ หลง ในระหว่างนั้น ดังนั้นถ้ายิ่งเจริญสติมากเท่าใดก็ยิ่งสร้างความดีมากเท่านั้น เพราะเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญจึงสองให้เราเจริญสติตลอดเวลา ทุกวินาที เป็นเครื่องปิดกั้นความชั่ว เพื่อชีวิตนี้จะได้มีความดีตลอดทั้งชีวิต เป็นมงคลแก่ตนทั้งทางโลกทางธรรม”

    การปฏิบัติธรรมได้เปลี่ยนให้ชีวิตข้าพเจ้าดีขึ้น เช่นมีความกตัญญูรู้คุณผู้มีพระคุณ ใจเย็นขึ้น การเรียนหนังสือของข้าพเจ้าราบรื่น มีแต่เพื่อนที่ดีไปมาหาสู่ ครอบครัวมีความสุขมากขึ้นและค้าขายดี คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรง จนกล่าวได้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตดีขึ้นทั้งหมดจนเห็นได้ชัดยิ่งปฏิบัติธรรมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งพบความมหัศจรรย์แห่งพระธรรมมากยิ่งขึ้น ความทุกข์ลดน้อยลงไปจากจิตใจ จริงๆ แล้วความทุกข์ไม่ได้หายไปไหน แต่หลวงพ่อสอนให้กำหนดเอาสติรู้แล้วหาเหตุแห่งทุกข์นั้น สุดท้ายก็จะพบว่า ทุกข์มันก็เป็นเช่นนั้นเอง นิสัยที่ไม่ดีของข้าพเจ้า เช่น ความใจร้อน ขี้โมโห เห็นแก่ตัว ลดลงจนคนรอบข้างสังเกตเห็นได้

    ที่สำคัญกว่านั้นคือ ข้าพเจ้ารู้หน้าที่ของตนว่าควรจะต้องทำอะไรให้คุ้มค่าที่สุดกับการได้เกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้ามีจิตตั้งมั่นที่จะดำรงชีวิตรับผิดชอบหน้าที่ทางโลกให้ถูกต้องและตรง ส่วนในทางธรรมข้าพเจ้าขอดำเนินรอยตามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยสงฆเจ้า และพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม สู่เส้นทางสายเอก คือ สติปัฏฐาน ๔ ที่ท่านได้ปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่างแล้ว หนทางพิสุทธิ์สู่เส้นทางสายเอก นี้จะไม่มีแปรเป็นอื่น ข้าพเจ้าจะตั้งใจปฏิบัติธรรม เคารพเชื่อฟังและดำเนินรอยตามครูบาอาจารย์ จนตราบเข้าสู่พระนิพพานในอนาคตกาล ไม่ว่าหนทางนี้จะยาวไกลและลำบากเพียงใดก็ตาม

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

Advertisements
%d bloggers like this: