๑๘/๗ ความอัศจรรย์แห่งพระกรรมฐาน

บุศรา พัชรพันธ์

    เรื่องราวของดิฉันเป็นเรื่องจริงที่มีความอัศจรรย์อย่างเหลือเชื่อหลายต่อหลายเรื่องที่เกิดขึ้นมาในช่วงระหว่างที่ดิฉันได้มาปฏิบัติพระกรรมฐานที่วัดอัมพวัน

    เดิมทีดิฉันไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำว่า “กรรมฐานคืออะไร” ยังไม่เคยแม้แต่จะคิดเข้าวัด ฟังธรรม ถือศีล ลูกน้องขอลางานไปวัด ๗ วัน ดิฉันยังมองเป็นเรื่องตลก ไม่จำเป็น

    ก่อนหน้านี้มีเรื่องแปลกมากที่ดิฉันฝันว่าตัวเองอยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาว นั่งอยู่หน้าประตูโบสถ์วัดไหนไม่รู้ และฝันเห็นเหตุการณ์ที่สามีขอหย่าและทะเลาะกัน ดิฉันเล่าเรื่องความฝันนี้ให้สามีฟัง เขาหัวเราะและบอกว่า “เป็นไปไม่ได้”

    พอเวลาผ่านพ้นไประยะหลังเราสองคนทะเลาะกันบ่อย ความคิดเห็นไม่ตรงกัน และต่างคนต่างเก็บสิ่งที่ไม่พอใจจนทนไม่ไหว เราไม่เคยคิดแก้ไขที่ต้นเหตุ เพราะเราหามันไม่เจอ

    จนเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๖ ดิฉันตกหลังคาโรงงานลงมาข้อมือหักกระดูกแตกละเอียด และขาซ้ายบาดเจ็บ ช้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากคุณอาผู้ชายที่ดิฉันชวนขึ้นไปซ่อมหลังคาตกลงมาเป็นเพื่อนดิฉันอีกคน โดยเขานั่งทับอยู่บนขาซ้ายดิฉัน ดิฉันน่าจะขาหักด้วยซ้ำแต่ไม่หัก เป็นเรื่องแปลก ที่ก่อนตกหลังคา ๑ สัปดาห์ได้มีมูลนิธิทหารผ่านศึกขอรับบริจาคทำขาเทียมให้ทหาร ดิฉันตั้งใจทำไป ๑ ข้าง เป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท ลูกน้องยังพูดแซวดิฉันว่า “คนพวกนี้มาพูดแค่คำสองคำ พี่บุศก็ให้เขาไปตั้ง ๒,๐๐๐ บาท เอาไปทำจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้” ดิฉันบอกเขาว่า “ไม่เป็นไร เราตั้งใจทำบุญแล้ว เงินนี้เขาจะเอาไปทำจริงหรือไม่พี่ไม่สน”

    ดิฉันตกลงมาในท่าที่บาดเจ็บน้อยที่สุด คุณหมอยังบอกว่าโชคดีมากที่ไม่พิการ หรืออัมพาต หลังจากนั้น ๑ เดือน ดิฉันทะเลาะกับสามีเพราะหงุดหงิดกับสภาพสังขารตัวเอง มองเขาไม่มีคุณค่า ไม่เข้าใจดิฉัน เลยท้าเขาหย่า สุดท้ายโดนเขาบังคับหย่า ในวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๖ ตอนนั้นรู้เลยว่าความทุกข์เป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไรโดยไม่มีเขา ทั้งที่อยู่กันมา ๑๓ ปี มีบุตรด้วยกันถึง ๓ คน (ดิฉันได้สูญเสียบุตรสาวคนกลางไปเมื่อปี ๒๕๓๙ เพราะอุบัติเหตุ)

    ดิฉันเสียใจมาก ควบคุมตนเองไม่ได้ ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้เกิดขึ้น เพราะยึดมั่น ถือมั่นและเชื่อมั่นตัวเองมากเกินไป จนดิฉันได้รับการแนะนำจากคุณเก๋ (เทพธิดาพยากรณ์) เธอแนะนำดิฉันให้ไปพบหลวงพ่อจรัญที่วัดอัมพวันว่าท่านช่วยดิฉันได้

    ดิฉันได้พบและเล่าเรื่องให้หลวงพ่อฟัง ท่านบอกว่า “เอาหนังสือสวดมนต์ไปสวด มีลูกด้วยกันไม่ต้องหย่า” แล้วท่านก็ไปโบสถ์ ดิฉันงงอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนบอกว่าหลวงพ่อตอบแล้ว ดิฉันถามกลับ “แค่นี้หรือ” ทุกคนตอบว่า “ใช่” ดิฉันก็ยังงงอยู่ จนท่านพระครูสังฆรักษ์บอกว่า “อยากรู้ไหมว่าทำกรรมอะไรไว้ ก็ให้มาปฏิบัติกรรมฐานสิ” แล้วดิฉันก็ตัดสินใจไปทดลองดู ๓ วัน รู้สึกทรมานมากอึดอัดหายใจไม่ออกอยากกรีดร้องออกมา ครบ ๓ วัน รีบกลับบ้านทันที เมื่อเจอหน้าสามีก็ขอร้องเขาให้กลับมา ดีกันใหม่เขาก็ไม่ยอมจนทะเลาะกันอีก

    เมื่อพี่พาณิชย์โทรศัพท์มาหาและชวนไปวัด ๗ วัน เรื่องราวการเริ่มปฏิบัติกรรมฐานของดิฉันจึงเริ่มขึ้น จากการปฏิบัติเดือนแรกรู้ว่าสามีจะเอาคืน เพราะเห็นแววตาเขา เราคงทำให้เขาช้ำใจมาก กดดันเขามาตลอดโดยไม่รู้ตัว จากคนรักกัน เคยพูดกันดีๆ ก็ห่างเหินพูดจาไม่เพราะ ไม่สนใจความรู้สึกคนที่รับฟัง

    เดือนที่สอง เป็นเดือนแห่งการชดใช้ ใช้หนี้ทุกคนระลึกได้ขณะนั่งกรรมฐาน เช่น เรื่องชุดของน้องสาว ปีใหม่ พี่พาณิชย์ชวนไปตัดชุดผ้าไหมที่หัวหิน ดิฉันก็ไปโดยชวนน้องสาว ชื่อคุณเปิ้ลไปด้วย จู่ๆ พี่พาณิชย์ก็บอกว่า “บุศตัดชุดให้น้องสักชุดสิ” ตัวดิฉันเองยังรู้สึกเสียดายเงินเพราะราคาแพง แต่สุดท้ายก็ตัดใจตัดให้น้อง ๑ ชุด กลับบ้านยังรู้สึกเสียดาย คืนต่อมานั่งกรรมฐานเห็นเลยว่าตอนเด็กเคยไปแย่งเสื้อที่คุณแม่ส่งมาให้จากญี่ปุ่นจากน้องคนนี้ เห็นน้องเสียใจน้ำตาไหล พอออกจากกรรมฐาน โทรหาพี่พาณิชย์ บอกว่า “รู้แล้ว ชุดนี้ต้องให้น้อง จะแพงเท่าไหร่ก็ต้องให้คืนเขาไป”

    เรื่องข้อมือหัก นั่งกรรมฐานต่อมารู้ว่าที่ตัวเองต้องตกหลังคาลงมาข้อมือหักเพราะตอนเด็กเคยก่อวีรกรรมดื้อเถียงอาม่า จนเขาโมโห เอามือจะฟาดหัวแต่ดิฉันหลบทันมือของอาม่าไปถูกหัวบันไดแทน บวมปูดเลยต้องพอกยาที่มือเป็นเดือน

    เรื่องงานที่อัศจรรย์ ดิฉันได้รับงานสินค้าเพื่อส่งเสริมการขายของบริษัทต่างๆ จากลูกค้ามาทำ จำนวน ๘ ล้านชิ้นระหว่างดำเนินการไปได้ ๒ เดือน ลงทุนไปหลายแสนบาทปรากฏว่าลูกค้าขอลดจำนวนลงเหลือแค่ ๒ แสนชิ้น ดิฉันตกใจมาก คิดว่าอย่างนี้ไม่ทำดีกว่า จึงปรึกษาพี่พาณิชย์และได้ให้คำแนะนำว่า ๒ แสนชิ้นก็ให้ทำไป ดิฉันบอกว่ามีแต่คนเสียสติเท่านั้นที่จะทำ เพราะมันจะขาดทุนมาก พี่พาณิชย์บอกว่า “เชื่อหลวงพ่อไหม ทำไป เราไม่เสียสัจจะแล้วจะพบสิ่งอัศจรรย์” ดิฉันจึงตอบตกลงทำให้ลูกค้าปรากฏว่าระหว่างที่ทำงานชิ้นนี้ลูกค้าได้เพิ่มจำนวนกาสั่งสิ้นค้าเป็น ๘ ล้านชิ้น และเพิ่มมาเรื่อยๆ ถึง ๗ ครั้ง จนยอดสั่งซื้อสูงถึง ๓๖.๙ ล้านชิ้น

    เดือนที่สาม เดินจงกรม ๓ ชั่วโมง นั่ง ๓ ชั่วโมง ดิฉันเห็นภาพงู ๒ ตัวขดกัน ตอนแรกไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรสักครู่หนึ่งก็นึกได้ว่า สามีเคยขับรถทับงูเห่าตอนไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์โดยไม่ได้เจตนา เป็นงูเห่าขนาดใหญ่มากยาวประมาณ ๒ เมตร กำลังเลื้อยข้ามถนนในขณะที่รถวิ่งผ่านด้วยความเร็ว จึงขออโหสิกรรม เนื่องจากนึกได้ถึงเรื่องที่สามีบ่นว่าปวดหลังโดยไม่รู้สาเหตุอยู่บ่อยๆ บางครั้งปวดมากจนต้องไปหาหมอ

    ดิฉันเคารพหลวงพ่อมาก ท่านเมตตาดิฉันตลอดมาพระกรรมฐานที่หลวงพ่อให้มาดิฉันจะรักษาไว้จนวันตายอุทาหรณ์ครั้งนี้ดิฉันต้องขอขอบพระคุณสามีดิฉันอย่างที่สุด ถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกิดขึ้น ดิฉันไม่มีวันรู้ตัว และคงไม่ได้มาวัดอัมพวัน ไม่ได้รู้จักหลวงพ่อจรัญ

    พระกรรมฐานขัดเกลานิสัยดิฉันเสียใหม่ ให้ชีวิตใหม่กับดิฉันอย่างน่าอัศจรรย์ ครั้งแรกที่มาวัดอัมพวันพบหลวงพ่อ ดิฉันดูแก่ อ้วน น่าเกลียดมาก อมทุกข์ เมื่อปฏิบัติพระกรรมฐาน เริ่มตั้งแต่หัดเดินจงกรม ๒ ชั่วโมง นั่งสมาธิ ๒ ชั่วโมง บุคลิกภาพของดิฉันเริ่มเปลี่ยนแปลง จากที่เคยนั่งหลังโกง ยืนหลังค่อม มุมปากตก เวลาเดินหัวจะไปก่อนตัว เปลี่ยนมาเป็นนั่งหลังตรง ยืน-เดินตรง ดิฉันดูดีขึ้นทั้งรูปร่างหน้าตา

    “ความอดทนเป็นคุณสมบัติของนักสู้” หลวงพ่อพูดอยู่เสมอ สอนให้ดิฉันหัดอดทนให้มาก ถ้าอดทนได้ขนาด ๖ ชั่วโมงไม่พูดกับใคร ทนเจ็บปวดได้ เมื่อเราออกไปใช้ชีวิตประจำวัน เจอเหตุการณ์ต่างๆ ที่มากระทบจิตใจเราก็ใช้ความอดทนนี้มาสร้างสติเตือนใจตนเองได้

    ช่วงแรกที่มาวัดอัมพวัน ถือศีล ๗ วัน ทุกครั้งเมื่อกลับถึงบ้านสอบตกทุกครั้ง เจอสามีเป็นต้องทะเลาะกัน หนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นลงไม้ลงมือ จากเดิมที่แทบจะไม่เคยตีกันชนะใจตัวเองไม่ได้เลย ซึ่งจริงอย่างที่หลวงพ่อสอน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับดิฉัน “ทำความดีนั้นยาก และเมื่อยิ่งทำดี กรรมก็จะตามมาให้ชดใช้เร็วขึ้น”

    ทุกอย่างที่เกิดกับดิฉัน เพราะดิฉันมีศรัทธา หลวงพ่อสอนเสมอ “มองคนอื่นให้ดี ถ้ามองเขาไม่ดี ตัวเรานั้นแหละไม่ดี” ตอนแรกดิฉันไม่สามารถทำได้ มองสามีว่าเขาผิดตลอด เราดี เราถูก สิ่งนี้มักจะเกิดกับหลายๆ คน จะเรียกว่าทิฐิก็คงใช่ พระกรรมฐานขัดเกลาทิฐิฉันจนราบเรียบ แม้แต่ให้กราบเท้าขอขมาสามีด้วยธูปเทียนแพดิฉันก็ทำ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยกราบเท้าใคร

    ดิฉันจดจำคำที่หลวงพ่อสอน ดิฉันเชื่อว่าทุกคนอาจกลับตัวกลับใจใหม่ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตัวเรา ปัจจุบันนี้ ครอบครัวดิฉันกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สามีกลับมาเป็นคนดีที่รักครอบครัว และมองเห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในตัวดิฉัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเคยพูดกับดิฉันว่า “ดิฉันไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้”

    เขาศรัทธาในหลวงพ่อจรัญ ที่สามารถเปลี่ยนภรรยาของเขาได้ หลวงพ่อท่านเจียระไหนดิฉันใหม่ ให้รู้จักอดทน อดกลั้น พูดให้น้อยฟังให้มาก กินน้อยนอนน้อย ปฏิบัติให้มาก มองคนอื่นให้ดี พูดดี ทำดี คิดดี ขว้างอะไรไปได้อย่างนั้นกลับ ยิ่งให้ยิ่งได้ ประสบการณ์ที่ผ่านมามีคุณค่ามากมาย เงินล้านไม่สามารถซื้อความสงบในใจได้ อยากให้หลายๆ คนมองเห็นสิ่งที่หลวงพ่อท่านสอน เหมือนอย่างที่ดิฉันได้พบและจะขอจดจำไว้ไม่ลืมเลือน

    ดิฉันตั้งใจเขียนเรื่องราวทั้งหมดนี้ เพื่อให้เพื่อนมนุษย์อีกหลายท่านหันกลับมามองดูตัวเองว่าเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์หรือไม่ และสามารถแก้ไขที่ต้นเหตุได้ถูกต้อง

    หลวงพ่อท่านให้ชีวิตใหม่แก่ดิฉันและครอบครัว กว่าจะมีวันนี้ดิฉันต้องผ่านการอบรม เจอด่านทดสอบมากมายขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อที่มอบสิ่งวิเศษสุดให้ดิฉันและขอกราบของพระคุณท่านพระครูสังฆรักษ์ พี่พาณิชย์ พี่ถวัลย์ และพี่ๆ ญาติธรรมทุกท่านที่เป็นกำลังใจ คอยสอนสั่งชี้แนะ

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

Advertisements
%d bloggers like this: