๑๘/๑๐ กรรมฐานคือเทียนส่องนำทางให้พ้นทุกข์

สุกัญญา รัตนบูรณะ

    ดิฉันศรัทธาและปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายรวมถึงคุณพ่อคุณแม่ได้แนะนำและนำให้ปฏิบัติ เริ่มจากการหัดใส่บาตร เข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม ตอนแรกก็เป็นการถูกบังคับแกมเต็มใจปฏิบัติบ้าง ตามประสาเด็กๆ ที่ต้องทำเพื่อไม่ให้โดนดุ นานเข้ากลับกลายซึมซับเข้าสู่จิตใจกลายเป็นพฤติกรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างต่อเนื่องโดยมิต้องมีใครมาคอยเคี่ยวเข็ญให้ทำ

    ดิฉันเริ่มปฏิบัติธรรมจริงจังมากขึ้นเมื่ออายุได้ประมาณ ๑๕ ปี โดยไปถือศีลและปฏิบัติธรรมที่วัด แต่ละครั้งก็ชอบที่จะบำเพ็ญบุญอยู่ที่โรงครัว เพราะรู้สึกเป็นสุขอย่างมากที่จะทำให้ผู้มาถือศีลปฏิบัติธรรมได้เกิดความสะดวกสบายในการกินอยู่ เห็นชุดขาวก็จะรู้สึกเป็นสุขเหลือเกิน ได้ยินเสียงสวดมนต์ก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้น ดิฉันไม่เคยทิ้งการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลย บางช่วงตั้งใจว่าจะให้ตัวเองได้เห็นทุกข์อย่างชัดเจน และถือเป็นการทดสอบฝึกความอดทนของกายและใจด้วย ดังนั้นหากมีเวลาไม่ว่าจะเป็นการไปปฏิบัติธรรมตามวัดต่างจังหวัดที่ทุรกันดาร ไปทอดกฐินหรือผ้าป่าตามจังหวัดต่างๆ หรือแนวปฏิบัติใดที่เป็นแนวของพระพุทธองค์ดิฉันปฏิบัติหมด โดยไม่ได้ยึดติดแนวใดเลย เพียงแต่จะนำหลักของแต่ละแนวมาปฏิบัติและยึดถือเพื่อมุ่งควบคุมพฤติกรรมตัวเองให้อยู่ในกรอบธรรมให้มากที่สุดเท่านั้น

    ขณะนี้ดิฉันอายุ ๓๐ ปีแล้ว ระหว่างอายุ ๑๕ ปีถึง ๓๐ ปีที่ผ่านมานี้ มีมรสุมชีวิตมากมายเหลือเกินเข้ามาให้ต้องขบคิดแก้ไขและหาทางออกให้กับตัวเอง ครอบครัว รวมถึงคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ทุกข์มีมากกว่าสุข เพราะทุกๆ วันเต็มไปด้วยคำว่าอดทน เมื่อมองย้อนไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ก็อดภาคภูมิใจในความอดทนของตัวเองไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็รู้สึกขอบใจตัวเองที่นำพาตนเข้าสู่การสร้างสมบุญอย่างจริงจัง สร้างความอดทนให้กับกายและจิตอยู่ตลอดขณะปฏิบัติธรรม จึงทำให้คำว่าอดทนนั้นมีประโยชน์เหลือเกินกับชีวิตจริงเมื่อประสบทุกข์

    ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวของดิฉันส่วนใหญ่มาจากปัญหาเรื่องเงินและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในการตัดสินใจของผู้เป็นพ่อและแม่ในการลงทุนเพื่อประกอบอาชีพ ผลที่ได้รับก็คือกลายเป็นภาระหนี้ผูกพันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการเป็นหนี้ ๑ รายก็เพิ่มเป็น ๒ ราย ๓ ราย และต่อๆ ไปมากขึ้นทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จิตใจเกิดความหวาดระแวงเมื่อถูกทวงเงิน เกิดความทุกข์ใจเศร้าใจอย่างหนัก ส่งผลให้สุขภาพย่ำแย่ลง ครอบครัวขาดความอบอุ่น มีแต่ความเครียดอยู่ตลอดเวลา ทะเลาะกันเป็นระยะๆ บ้านมิต่างอะไรกับไฟเลย และไหนจะปัญหาภาระการผ่อนชำระธนาคารที่มีค่างวดสูงจนธนาคารกำลังจะยึดบ้าน ผนวกกับภาระเรื่องการเรียนของน้องชายซึ่งอยู่ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะกำลังจะจบปริญญาตรีซึ่งต้องใช้เงินเพิ่มในการทำวิทยานิพนธ์

    ช่วงเวลานี้พี่สาวและน้องชายต่างออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับเพื่อน เพื่อไปให้พ้นจากปัญหาเหลือดิฉันคนเดียวที่ต้องรับรู้และแก้ไขปัญหาทุกเรื่อง นอกจากนั้นดิฉันยังถูกหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานไม่เข้าใจ พยายามที่จะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยกดดันดิฉันทุกเรื่องเท่าที่จะทำได้ ไหนจะปัญหาเรื่องสุขภาพอีกที่ป่วยโดยไม่มีสาเหตุอยู่หลายครั้ง ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดที่ดิฉันประสบอยู่ก็เป็นได้ ทุกปัญหาวิ่งเข้ามาในเวลาเดียวกันหมดเลยทำให้สงสัยว่าทำไมคนทำดีต้องประสบอะไรเช่นนี้ด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งท้อทั้งทางโลกและทางธรรม

    ดิฉันต้องทำงาน ๗ วันไม่มีวันหยุดเลย เพื่อหาเงินมาผ่อนหนี้สินให้พ่อและแม่ ส่งธนาคารและส่งน้องเรียนจนกระทั่งมันทุกข์ถึงที่สุด นั่นคือหาทางออกไม่ได้แล้วแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ปลงตกแล้ว คิดอยู่ในใจว่าบ้านจะถูกยึดก็ให้ยึดไป พ่อแม่จะถูกเจ้าหนี้แจ้งตำรวจจับหรือน้องจะเรียนไม่จบหรือตนเองจะถูกให้ออกจากงานก็ต้องปล่อยไป จะป่วยจนตายไปเลยก็ต้องปล่อยไปตามนั้น เมื่อคิดได้เช่นนั้นทำให้ดิฉันกลายเป็นคนนิ่งสงบ ความเงียบเข้ามาแทนที่ความสับสนและน้ำตา จนงงกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อจิตนิ่งอยู่ได้สักพักก็ทำให้ดิฉันได้ข้อคิดขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า เมื่อทุกข์จนถึงที่สุดจนชินกับความทุกข์นั้นแล้ว จิตก็สงบนิ่งไปเองอาจเป็นเพราะทุกข์จนเกิดการปล่อยวางไปโดยไม่ตั้งใจกระมัง จึงพิจารณาได้ว่าการปล่อยวางนี่เองที่นำมาซึ่งความสงบของจิต ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าในช่วงที่ทุกข์หนักนั้นกลับทำให้ดิฉันสุขใจมากกว่าทุกข์ใจ เมื่อเทียบกับทุกครั้งที่ผ่านมาทำให้เกิดกำลังใจที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาใหม่อีกครั้งค่อยๆ แก้ไขปัญหาไปเรื่อยๆ เท่าที่จะทำได้

    ประมาณปลายปี ๒๕๔๔ ดิฉันมีโอกาสได้ไปถือบวชที่วัดอัมพวันตามคำชักชวนของเพื่อน ซึ่งได้อ่านประวัติของหลวงพ่อและวัดอัมพวันทางอินเตอร์เน็ท แล้วเกิดความศรัทธาอยากจะไปกราบหลวงพ่อและอยากจะไปถือบวช เมื่อไปถึงวัดดิฉันมีโอกาสได้พบหลวงพ่อจรัญ ได้ฟังธรรมจากท่านซึ่งได้ข้อคิดทางธรรมเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมากทีเดียว ดิฉันได้ถือบวชอยู่ที่นั่น ๓ วัน รู้สึกศรัทธาหลวงพ่อและแนวการปฏิบัติกรรมฐานอย่างมาก หลังจากเสร็จสิ้นการบวชดิฉันได้นำแนวกรรมฐานมาปฏิบัติต่อที่บ้านอย่างต่อเนื่อง มากบ้างน้อยบ้างตามความสามารถของสภาพกายและใจในขณะนั้น ด้วยคิดว่าเราต้องช่วยเหลือตัวเราเองก่อนไม่ว่าจะทางธรรมหรือทางโลก หลายครั้งรู้สึกท้อต่อการปฏิบัติแต่ก็ไม่เคยคิดที่จะหยุดปฏิบัติ ไม่ว่าจะเหนื่อยงานหรือท้อแท้ใจกับปัญหาขนากไหนก็จะปฏิบัติกรรมฐานอย่างต่อเนื่องทุกวัน ทำให้ดิฉันเริ่มมีสติมากขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน มีทางออกในการแก้ไขปัญหาให้ตัวเองมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจะรู้จักการเรียงลำดับปัญหาที่สำคัญมากไปจนถึงสำคัญน้อย จากนั้นก็จะนำเอาทุกปัญหามาคิดหาทางออก ซึ่งบางปัญหาจะมีทางออกให้เลือกมากกว่า ๑ ทางเมื่อได้ทางออกแล้วก็จะใจเย็นมากขึ้นในการแก้ไข โดยไม่คาดหวังมากนัก นั่นคือหากแก้ไขได้ดีก็ดีไป หากแก้ไขไม่ได้ก็จะไม่ฟูมฟาย จะค่อยๆ หาทางออกใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะแก้ไขได้

    ทุกวันนี้ดิฉันไม่ละทิ้งการปฏิบัติกรรมฐานเลย ในช่วงนี้จะเน้นที่การปฏิบัติในชีวิตประจำวันควบคู่ไปด้วย นั่นคือการนำสติเข้ามาควบคุมกาย วาจา ใจ คือตามดูตามรู้เพื่อให้จิตละเอียดมากขึ้น และเพื่อไม่ให้เกิดการสร้างอกุศลกรรมขึ้นอีก รู้สึกใจเย็นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดปล่อยวางสุขและทุกข์ได้มากขึ้น รู้จักบริจาคทานมากขึ้น มีความรักความเมตตาให้กับคนรอบข้าง รู้จักให้อภัยมากขึ้น และทำให้รู้จักมีน้ำใจมีความเกรงใจทุกคนมากขึ้น

    มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ทำให้ดิฉันได้คำตอบว่าทำไมเราถึงหมดเงินอยู่ตลอดทั้งที่ใช้เงินอย่างประหยัดและอยู่อย่างพียงพอ หมดไปกับหนี้สินและภาระที่ตัวเรามิได้สร้างขึ้นมาเลย จนนับครั้งไม่ถ้วน คำตอบที่ได้ก็คือ สมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่มีผู้ชายที่มีอายุมากแล้วคนหนึ่งมาติดพันฉัน แต่ดิฉันไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย จึงไปปรึกษาเพื่อนๆ ช่วยกันคิดแผนแกล้งลุงคนนั้นให้หมดเงินจะได้หลาบจำไม่กล้ามายุ่งอีก โดยขอเงินไปเลี้ยงเพื่อนๆ ลุงบอกว่าไม่มีเงินเพราะเงินเดือนยังไม่ออก มีแต่เงินจากซองกฐินแม้ใจก็รู้สึกกลัวบาปอยู่บ้าง เพื่อนของดิฉันรับซองกฐินไปแกะดึงเงินออกมาจนหมดทุกซอง ดิฉันยังกำชับให้ลุงคนนั้นเอาเงินเดือนของลุงใส่คืนในซองด้วย ใจก็ยังคิดและกังวลอยู่ตลอดกลัวจะบาป แต่เหตุการณ์นี้ผ่านพ้นมานานมากแล้ว จึงรู้สึกแปลกใจว่าทำไมอยู่ๆ เหตุการณ์นี้จึงได้ย้อนขึ้นมาปรากฏในความทรงจำอีก ที่สำคัญมาปรากฏในขณะปฏิบัติกรรมฐานด้วยนี่สิ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องเงินและภาระที่แบกรับที่ผ่านมา น่าจะมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากผลกรรมของเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ด้วย ชีวิตของเพื่อน ๒ คนที่ฉีกซองและยุในวันนั้นก็ย่ำแย่ไปแตกต่างจากดิฉันเลย เพื่อนคนหนึ่งถึงขนาดกิจการที่บ้านเกือบล่มสลาย บ้านถูกยึด แล้วก็ครอบครัวแตกแยก เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้ดิฉันกลัวบาปมากขึ้น ทุกวันนี้ดิฉันบริจาคเงินมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือคน และทำบุญให้กับวัดและสถานปฏิบัติธรรมต่างๆ ไม่ว่าใครชวนทำบุญอะไรหากมีปัจจัยพอก็จะรีบทำเลยทันที พร้อมกับบอกตัวเองอยู่เสมอว่าจะนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปสื่อให้คนอื่นๆ ได้ทราบ เพื่อให้เกิดความละอายและเกรงกลัวต่อผลกรรม

    ยังมีอีกเรื่องที่ทำให้ดิฉันมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะสร้างแต่คุณงานความดี เพื่อชดใช้บาปที่ได้สร้างไว้นั่นคือในงานเผาศพของยายที่ดิฉันรักมาก ดิฉันโกรธพระรูปหนึ่งที่เคลื่อนศพคุณยายขึ้นเมรุโดยไม่รอดิฉัน ดิฉันรู้สึกโกรธและเสียใจที่สุด นั่งจ้องหน้าพระรูปนั้นแบบโกรธจัด นั่งจ้องอยู่นานพอสมควรจนกระทั่งญาติคนหนึ่งได้เดินมาดึงตัวดิฉันขึ้นไปที่เมรุเพื่อมองรูปภาพยายหน้าโลง เมื่อเห็นภาพยายจึงได้สติจากเหตุการณ์นั้นทำให้ดิฉันทราบคำตอบที่ว่า ทุกวันนี้ดิฉันไม่ได้ทำรายใครเลยไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง แต่ดิฉันต้องประสบเคราะห์กรรมด้วยการถูกรังเกียจจากคนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา บางคนไม่ชอบหน้าดิฉันเอามากๆ ทั้งที่ไม่เคยพูดคุยกันเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าดิฉันจะทำอะไรก็จะถูกกลั่นแกล้งอยู่ตลอดเวลาทั้งจากหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน และคนในองค์กร

    สองเรื่องที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นกรรมที่ต้องชดใช้เพราะสร้างไว้อย่างหนัก ต้องชดใช้คืนด้วยความเต็มใจ และถือเป็นแบบฝึกหัดให้กับตัวเอง ในการใช้สติเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ไม่คิดโทษโชคชะตาฟ้าดิน จะมองทุกเรื่องให้เป็นแง่บวกที่สำคัญไม่ลืมที่จะเร่งสร้างผลบุญให้มากขึ้น เพื่อเป็นเส้นใยที่แข็งแกร่งนำพาชีวิตให้ได้ไปเกิดในร่มพระพุทธศาสนาอีกครั้ง คิดเพียงเท่านี้ก็มีกำลังใจที่จะมีชีวิตสร้างความเพียรอย่างถึงพร้อมทั้งทางโลกและทางธรรม

    อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นกรรมดีนั่นคือ ความกตัญญูที่มีต่อพ่อและแม่ สำหรับดิฉันไม่ว่าท่านจะก่อปัญหาเรื่องหนี้สินหรือเรื่องใดๆ ขึ้นมาก็ตาม ดิฉันก็จะหาทางช่วยเหลือท่านอย่างถึงที่สุด ผลบุญที่ดิฉันได้รับในทุกวันนี้คือ ทุกๆ ปัญหาที่มีเข้ามาดิฉันก็จะมีทางออกในการแก้ไขทั้งสิ้น ไม่มีคำว่าตกอับเลยสักครั้ง

    ในปัจจุบันก็ยังมีปัญหาและความทุกข์เข้ามาในชีวิตเรื่อยๆ แต่ทว่าไม่ทุกข์ใจมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะดิฉันรู้จักปล่อยวางเป็น คิดหาทางแก้ไขเป็น และมองทุกอย่างในแง่บวกมากขึ้น ส่งผลให้เรามีกำลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคนั้นๆ ได้อย่างเข้มแข็ง

    ความสุขใจที่เกิดขึ้น ความปล่อยวางที่เกิดขึ้น และความเพียรที่เกิดขึ้นนี้เอง ทำให้ดิฉันมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสมแต่ความดีตลอดไป และหากมีโอกาสก็จะแนะนำและนำพาให้คนรอบข้างได้สร้างสมความดีอย่างต่อเนื่องมากขึ้น

    กรรมฐานเปรียบเสมือนแสงเทียนที่จะนำส่องเส้นทางการดำเนินชีวิตของเราให้ก้าวไปสู่ทางที่ดีที่งานทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะการปฏิบัติกรรมฐานก็คือการฝึกสร้างสตินั่นเอง คนที่มีสติไม่ว่าจะคิดจะพูดหรือจะทำสิ่งใดก็จะเป็นไปด้วยความถูกความควร ไม่เป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ที่สำคัญบุญบารมีที่ได้จากการปฏิบัติกรรมฐานนั้นมีคุณค่าอนันต์ที่จะทำให้เราเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมมากขึ้น

    ขอบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวง จงได้เป็นพลวปัจจัยน้อมถวายแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญด้วยเทอญ

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

Advertisements
%d bloggers like this: