๑๘/๑๔ ประสบการณ์ชีวิต

เพ็ญศรี สุริยะพรหมชัย

    ดิฉันอายุ ๕๐ ปี เกิดที่จังหวัดอุดรธานี แต่ได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ กับพี่สาวต่างมารดาตั้งแต่อายุ ๑๑ ปี สามีเป็นสถาปนิก ลูกสาวแยกไปมีครอบครัว ลูกชายจบปริญญาตรีทางการออกแบบตกแต่งภายใน ดิฉันมีโรคประจำตัวหลายโรค เช่น ปวดหลัง ปวดหัว ปวดกระเพาะปัสสาวะ ปวดหัวเข่า เป็นต้น แต่นับว่าเป็นบุญที่ได้เกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชน ดิฉันชอบไปวัด ไปทำบุญบ้าง ไปเพื่อความสงบของร่างกายและจิตใจ ดิฉันเคยไปฝึกวิชาธรรมกายที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ดิฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์ ชื่อเสียงปฏิปทาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม จนเมื่อดิฉันกับครอบครัวได้ไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ได้อ่านหนังสือสวดมนต์พาหุงมหากาของวัดอัมพวัน และที่ปกหลังพิมพ์ที่อยู่ของวัดไว้ด้วย จึงได้ตามไปพบหลวงพ่อในที่สุด

    ดิฉันได้อ่านหนังสือประวัติ หนังสือธรรมะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม รู้สึกศรัทธาและหายสงสัยว่าทำไมจึงมีผู้คนศรัทธาในหลวงพ่อ และพากันไปกราบหลวงพ่อและปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันกันไม่ขาดสายจากทั่วทุกสารทิศ

    โรคปวดหลังหรือหมอนรองกระดูกสันหลังไปเบียดทับเส้นประสาทของดิฉันมันไม่ทุเลาลงเลย มีแต่จะยิ่งปวดทรมานมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะสูญเสียเงินทองเพื่อรักษาไม่รู้เท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น จนมีความท้อแท้สิ้นหวัง จึงมีความคิดว่าจะหนีความเจ็บปวดทรมานนี้ไปเสียด้วยการฆ่าตัวตายและจะไปกราบขอขมาลาตายกับหลวงพ่อ จึงได้เตรียมปืนพกใส่ไว้ในกระเป๋าถือ พร้อมพานธูปเทียนแพไปกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ โดยตั้งจิตอธิษฐานไว้ที่พานว่า ลูกนำพานเทียนแพมาขอลาตาย ต่อไปนี้ลูกคงไม่ได้มาปฏิบัติธรรมอีกแล้ว ขอให้หลวงพ่ออโหสิกรรมให้ลูกด้วยเถิด หลวงพ่อไม่รับ ท่านทราบว่าเราคิดอย่างไร แล้วท่านก็ได้ให้โอวาทเรื่องโทษของการฆ่าตัวตาย จนดิฉันเข้าใจและได้สติ ได้ไปปฏิบัติธรรมตามคำแนะนำของคุณพาณิชย์ โดยวิธีขอกรรมฐานใช้สติกำหนดความปวดอยู่ ๓ วัน โรคปวดหลังที่ทรมานมาเป็นเวลานานก็หาย

    ดิฉันระลึกถึงครั้งที่มากราบนมัสการหลวงพ่อใหม่ๆ ดิฉันไม่ค่อยเข้าใจหรือรู้เรื่องการปฏิบัติกรรมฐานและไม่ทราบถึงความเมตตาของหลวงพ่อที่กรุณาชี้ทางผ่อนคลายทุกข์ให้ โดยให้ปฏิบัติธรรม ก็เลยไม่ได้ไปเข้าปฏิบัติกรรมฐาน หลังจากนั้นเดือนเศษดิฉันก็มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง เพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบมากต้องผ่าตัดทันที และอีกไม่กี่เดือนก็ต้องผ่าตัดซ้ำ ดิฉันได้มาคิดทบทวนดูก็ได้แต่โทษตัวเองที่โง่เขลาไม่มีสติปัญญาเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อแนะนำ

    มีอยู่ครั้งหนึ่งดิฉันหนีกลับบ้านจากการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นวันที่ตรงกับวันพระใหญ่ คือวันมาฆบูชา ซึ่งดิฉันก็ทราบว่าหลวงพ่อเคยสอนว่าไม่ให้เดินทางในวันพระ ดิฉันเชื่อว่าอุบัติเหตุที่ดิฉันประสบน่าจะรุนแรง แต่การที่ดิฉันรู้สึกเหมือนเห็นหน้าหลวงพ่อในช่วงเสี้ยววินาทีที่เกิดอุบัติเหตุนั้นดิฉันเชื่อว่าหลวงพ่อท่านเมตตาช่วยชีวิต จึงรอดจากเหตุร้ายนั้นโดยไม่มีบาดแผลหรือบอบช้ำเจ็บปวดใดๆ เลย ทั้งๆ ที่รถพังยับเยินเพราะพุ่งลงร่องกลางถนน เขตอำเภอบางปะหัน จังหวัดอยุธยา ชนต้นไม้ขนาดเท่าโคนขา ขาดไป ๒ ต้น เฉียดขอบบ่อพักน้ำ ค.ส.ล. ขนาด ๔.๐๐ x ๔.๐๐ ลึกประมาณ ๓-๔ เมตรไปไม่ถึงศอก รถพุ่งขึ้นขอบถนนฝั่งตรงข้ามแล้วเลี้ยวกลับลงร่องกลางถนนตามเดิม จึงจอดสนิท ระยะทางจากจุดลงถึงจุดหยุดนิ่งเป็นระยะทางประมาณ ๓๐ เมตร

    ปัจจุบันดิฉันดีใจและสุขใจที่ทั้งลูกชายและสามีต่างมีความศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเฉพาะพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ลูกชายได้บวชเรียนที่วัดอัมพวัน ๑ เดือน ได้เข้าร่วมปฏิบัติด้วย และตั้งใจว่าจะปฏิบัติตลอดไป เพราะว่าพวกเราทุกคนต่างตระหนักในคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เรื่องชาติต่อๆ ไปและสิ่งที่จะตามเราไปเหมือนเงา คือบาปและบุญเท่านั้น

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

Advertisements
%d bloggers like this: