๑๘/๒๒ กรรมฐานสร้างชีวิตใหม่

สวลักษณ์ ฉายาบรรณ

    ดิฉันเป็นครู อายุ ๔๙ ปี มีบุตร ๒ คน ดิฉันแต่งงานเมื่ออายุ ๒๖ ปี ชีวิตคู่มีปัญหา ดิฉันจึงต้องพึ่งหมอดู ไม่ว่าหมอดูที่ไหนแม่นดิฉันก็จะกระเสือกกระสนดั้นด้นไปดูให้ได้ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ถูกหรือแพง จะดูหมด เรียกว่าบ้าหมอดูเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดิฉันดีขึ้นเลย มีแต่เสียเงิน เสียเวลา ความทุกข์ที่เกิดจากสามีเจ้าชู้ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย กลับยิ่งมีมากขึ้น

    ดิฉันมีลูกชายคนแรกปี พ.ศ. ๒๕๒๕ และลูกชายคนที่สองปี ๒๕๒๙ ชีวิตของดิฉันก็ดำเนินมาเรื่อยๆ มีสุขบ้าง แต่มีความทุกข์มากกว่า บางครั้งเคยถามตัวเองเหมือนกันว่า คนเราเกิดมาเพื่ออะไร แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้

    เมื่อลูกชายคนแรกมีอายุ ๑๕ ปี ซึ่งเป็นวัยอยากรู้อยากลอง เขาก็เริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นนักเลง ชกต่อยกับคนอื่นจนเลยเถิดไปติดยา ในช่วงนี้ดิฉันได้ประสบกับมรสุมชีวิตที่หนักที่สุด มากกว่าปัญหาเรื่องความเจ้าชู้ของสามี เราหย่าร้างกัน ดิฉันได้เลี้ยงดูลูกทั้งสอง ดิฉันต้องรับภาระแก้ปัญหาแต่เพียงผู้เดียวด้วยความสมัครใจของดิฉันเอง ลูกชายเริ่มนำของในบ้านไปขาย อะไรแลกเป็นเงินได้เป็นเอาหมด เพื่อจะได้เสพยา ดิฉันก็พยายามซื้อของคืน ลูกไปเป็นหนี้สินที่ตรงไหนก็ตามใช้หนี้ให้ ปัญหาก็ไม่ได้จบสิ้นกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น ดิฉันไม่ทราบจะพึ่งใครได้ เคยคิดจะยิงตัวตายเพื่อประชดลูก จนดิฉันไปได้หนังสือสวดมนต์ของหลวงพ่อมาจากเพื่อนครูคนหนึ่ง เขาไม่ได้อธิบายอะไร บอกเพียงว่า ลองสวดมนต์ดูซิ

    ดิฉันก็เริ่มสวดมนต์ด้วยความศรัทธาเพราะหวังว่าจะช่วยลูกของดิฉันได้ ดิฉันเป็นคาทอลิก การสวดมนต์จึงยากสำหรับดิฉัน แต่ในยามที่ดิฉันมีทุกข์อย่างนี้ อะไรก็ได้ที่คิดว่าเป็นหนทางช่วยลูกดิฉันจะทำหมด ดิฉันสวดมนต์ของหลวงพ่อโดยไม่ทราบว่าต้องมีการแผ่เมตตาอย่างไร เวลาผ่านไปได้ ๓ เดือนเต็มๆ ผลก็ยังไม่เห็น ดิฉันไปตักบาตรทุกวัน เหตุการณ์ก็ไม่ดีขึ้นมาเลย

 

    เมื่อดิฉันเริ่มไม่มีเงินที่จะให้ลูกชาย เขาก็หันจากเป็นผู้เสพมาเป็นผู้ส่งของเสียเอง จนในที่สุดก็ถูกตำรวจจับ ต้องไปเสียค่าปรับในชั้นศาล เป็นครั้งแรกที่ต้องเห็นลูกชายถูกใส่กุญแจมือ และนั่งท้ายรถกระบะตำรวจเพื่อไปศาล หัวใจของแม่แทบแตกสลาย น้ำตาไหล ในสมองคิดว่าจะช่วยลูกอย่างไร มันเป็นภาพที่ตรึงอยู่ในใจของดิฉัน เมื่อได้ไปเสียค่าปรับที่ศาลก็กลับมาบ้าน ดิฉันคิดว่าลูกจะเข็ดขยาด แต่ลูกกลับไปมั่วสุมหนักกว่าเก่า ดิฉันได้พยายามบอกกับเขาว่า ไม่มีเงินจะไปเสียค่าปรับอีกนะ เขาเข้าออกทัณฑสถาน ๕ ครั้ง บางครั้งอยู่ ๑ เดือนก็ไปเสียค่าปรับออกมา ในที่สุดเมื่อเงินหมดก็ต้องปล่อยให้อยู่เช่นนั้น แต่ในใจมีแต่ความหมองเศร้า คิดหาทางช่วยเหลือลูก วันเวลาผ่านไป ชีวิตของดิฉันมีแต่ความทุกข์ ดิฉันเหมือนตกอยู่ในนรก ใจหดหู่ ตั้งแต่แต่งงานมาจนถึงระยะลูกติดยามานี้ เป็นระยะเวลาหาความสุขในชีวิตไม่ได้

 

    จนกระทั่งในเดือนธันวาคม ๒๕๔๕ ได้คำชักชวนจากเพื่อนรักคือ คุณดวงกลม ยิ่งวรากุล ว่า ไปวัดเถอะชีวิตจะได้ดีขึ้น จึงตัดสินใจไปวัดอัมพวัน ตอนนั้นดิฉันคิดว่าพระที่วัดนี้คงดูหมอแม่น และมีญาณพิเศษช่วยปัดเป่าทุกข์สุขของชาวบ้านที่ไปหาได้ ดิฉันเคยบ้าหมอดู จึงยิ่งมีความมุ่งมั่นที่จะไปพบหลวงพ่อ

    เมื่อดิฉันไปกราบหลวงพ่อที่กุฏิ หลวงพ่อพูดกับเพื่อนที่กราบเรียนหลวงพ่อเรื่องสามีไปติดผู้หญิงว่า “สามีที่ดีต้องอยู่กับเรา สามีไม่ดีก็ไม่อยู่กับเรา ก็ปล่อยเขาไป คนไม่ดีจะเอามาทำไม ทำกรรมฐานซิ สามีคนดีก็จะกลับมา” และหลวงพ่อก็หันมามองดิฉันและพูดว่า “ลูกที่ติดยาก็จะดี” ดิฉันแปลกใจมากว่าหลวงพ่อทราบได้อย่างไรว่าดิฉันมีปัญหาเรื่องลูก

    ครั้งนั้นดิฉันเรียนรู้เรื่องการปฏิบัติกรรมฐาน ๙ วัน ด้วยใจที่มุ่งมั่นมาก ได้ปิดวาจา เพียรพยายามทำตามเวลาที่ทางวัดกำหนดทุกอย่าง ช่วงพักเราก็นำหนังสือของหลวงพ่อขึ้นมาอ่าน ได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างมาก วันสุดท้ายดิฉันได้พูดกับเพื่อนว่า “ใช่เลย สิ่งที่ดิฉันเคยพยายามเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ดิฉันค้นหามานาน เป็นบุญของดิฉันที่ได้มาพบเจอ ไม่ต้องพึ่งหมอดู เจ้าเข้าทรง แต่พึ่งตนเองและเห็นผลด้วย”

    เมื่อกลับมาจากวัดอัมพวัน ดิฉันก็มาปฏิบัติที่บ้านตลอด ๓ เดือน ช่วงนี้ลูกชายเสพยามากขึ้น ไม่หลับไม่นอนเป็นอาทิตย์ ไม่กินข้าวกินปลา ซูบผอม อิดโรย หน้าดำหมองคล้ำ หากวันไหนนอนก็จะนอน ๒ วัน ๒ คืน หงุดหงิด หาเรื่องทะเลาะกับน้องกับแม่ทุกวัน บางครั้งก็หนีตำรวจหัวซุกหัวซุน ดิฉันเริ่มลังเลว่ากรรมฐานจะช่วยได้หรือ คุณพาณิชย์ก็จะเตือนสติฉันว่า “ยิ่งปฏิบัติมาก กรรมก็จะมาเร็ว จะได้ใช้กรรมได้ไว จะได้หมดกรรมเร็ว แล้วอย่าไปสร้างกรรมใหม่อีก”

    ในช่วงเดือนมิถุนายน รัฐบาลทำสงครามกับยาเสพติด มีการกวาดล้างเอาจริงเอาจัง ลูกชายดิฉันก็ไม่สามารถหายามาเสพได้ จึงหันมาดมกาวแทน จนกระทั่งเดือนสิงหาคม ๒๕๔๖ ลูกชายเลิกทุกอย่าง เลิกเอง และให้ดิฉันช่วยหางานให้ทำ ดิฉันสุขใจ ภูมิใจ ดิฉันเริ่มมีรอยยิ้ม ดิฉันเห็นว่ากรรมฐานสามารถใช้กรรมได้จริง ตามคำที่หลวงพ่อกล่าวครั้งแรกที่ดิฉันได้เข้าไปพบ

    ขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อ ขอบคุณคุณพาณิชย์ สมาบุตร ที่ให้คำแนะนำ และคุณดวงกมล ยิ่งวรากุล ที่ชักชวนให้ดิฉันมาวัดอัมพวัน

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

Advertisements
%d bloggers like this: