๑๘/๒๗ การปฏิบัติธรรมนำทางสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

มนตรา ผึ้งเทศ

    ครอบครัวของดิฉันเป็นครอบครัวใหญ่ มีอาชีพทำนา อยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร ดิฉันเป็นคนสุดท้าย มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คน ตอนท้องดิฉันคุณแม่อายุสี่สิบกว่าแล้ว ตอนเด็กดิฉันเป็นคนขี้โรคเลี้ยงยาก เคยหยุดเรียนรักษาตัวเป็นเดือน พอโตรู้ความบ้างดิฉันก็ได้รับรู้ถึงปัญหาที่ทางบ้านประสบ โดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจ พวกพี่ๆ ต้องแยกย้ายกันออกไปทำงานนอกบ้าน เราอยู่กันอย่างประหยัด มีอยู่ครั้งหนึ่งอาหารที่หาได้มีเพียงปลาตัวเล็กๆ หัวโตๆ ๑ ตัว คุณพ่อกินหัวปลาให้ดิฉันกินตัวปลา ผักก็กินแต่ก้านเก็บยอดผักไว้ให้ดิฉันกิน คิดทีไรน้ำตาไหลทุกที

    พอดิฉันเรียนมัธยม ทางบ้านก็เลิกทำนาเพราะคุณพ่อคุณแม่แก่มากแล้วไม่มีแรงทำนา จึงหันมาค้าขายแทน ตอนนั้นดิฉันยังไม่รู้จักการสวดมนต์ไหว้พระ อย่างมากก็แค่กราบพระก่อนนอน ไปทำบุญวันพระและใส่บาตร แต่จะเป็นคนที่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมมาก เพราะคุณพ่อมักจะเล่านิทานเรื่องนรกสวรรค์ จะสอนเรื่องกรรมดีกรรมชั่วไปพร้อมกับเล่าเรื่องกฎแห่งกรรมไปด้วย ว่าอย่างไรถึงจะได้ไปสวรรค์ และทำอย่างไรถึงต้องไปตกนรก ทำให้ดิฉันเชื่อเรื่องนรกสวรรค์มาก แต่ก็ยังไม่ได้สนใจไหว้พระสวดมนต์ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เพียงแค่มีความกลัวต่อบาป ช่วงที่เรียนอยู่มัธยมศึกษา โรงเรียนได้จัดอบรมปฏิบัติธรรมสองคืนสามวัน มีพระธุดงค์มาสอน ดิฉันได้สมัครเข้าปฏิบัติธรรมในครั้งนั้นด้วย แต่ก็ยังไม่เข้าใจลึกซึ้งนัก หลังจากนั้นมาก็ไม่เคยได้ปฏิบัติธรรมอีกเลย

    จนเมื่อประมาณปี ๒๕๔๕ คุณแม่ป่วยเป็นโรคหอบหืด ต้องฉีดยาเกือบทุกวัน จนต้องพามารักษาตัวที่กรุงเทพฯ ดิฉันไม่ค่อยสบายใจ เห็นว่าปีนี้คุณแม่เป็นมากเหลือเกิน จึงนึกอยากสวดมนต์ขึ้นมา ซึ่งไม่เคยสวดมาก่อน แต่ชอบอ่านหนังสือธรรมะอยู่แล้ว ที่บ้านมีหนังสือสวดมนต์อยู่บ้าง จึงเริ่มสวดมนต์ตั้งแต่วันนั้น และก็ได้แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรของแม่ด้วย พอได้สวดมนต์แล้วรู้สึกสบายใจขึ้น จิตใจดีขึ้น จากนั้นก็สวดมนต์ทุกวัน ช่วงเช้าก่อนทำงาน ช่วงกลางวันหลังกินข้าว และก่อนนอน

    วันหนึ่งเล่นอินเตอร์เน็ตแล้วเข้าเว็บ (WEB) ของวัดอัมพวัน ได้เข้าไปอ่านสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม รู้สึกอยากไปวัดอัมพวันมาก และได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับกรรมฐานช่วยแม่ได้ ทำให้ดิฉันมุ่งมั่นที่จะไปปฏิบัติธรรมที่วัดนี้มาก ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ด้วยศรัทธาและอยากช่วยแม่ จึงได้ช่วยเพื่อนที่ทำงานไปด้วย พอได้เข้าไปปฏิบัติก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า การปฏิบัติธรรมครั้งนี้ขอให้คุณแม่หายจากโรคหอบหืด

    ตั้งแต่ได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันครั้งนั้น ดิฉันก็ตั้งใจปฏิบัติเรื่อยมา สวดมนต์เป็นประจำทุกวัน แต่การเดินจงกรม นั่งสมาธินั้นไม่ได้ทำทุกวัน แต่การเดินจงกรม นั่งสมาธินั้นไม่ได้ทำทุกวัน ดิฉันรู้จักใช้เหตุผลใช้สติและปัญญาในการดำเนินชีวิตมากขึ้น และลดความใจร้อนลงมาได้

    ปี ๒๕๔๖ ดิฉันได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันช่วงวันเกิดของดิฉัน หลังจากกลับจากวัด ดิฉันได้ตั้งจิตว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปดิฉันจะปฏิบัติธรรม สวดมนต์ เดินจงกรมและนั่งสมาธิทุกวัน และดิฉันก็ทำได้จริงๆ ผลการปฏิบัติที่ได้รับคุ้มค่าเหลือเกิน จิตใจของดิฉันนิ่งขึ้น ว่างขึ้น รู้จักปล่อยวางกับปัญหารอบด้านมากขึ้น ปัญหาทางเศรษฐกิจค่อยก็ค่อยดีขึ้น ดิฉันและพี่ๆบางคนช่วยกันหาเงินสร้างบ้านให้คุณพ่อคุณแม่ซึ่งขณะนี้อายุ ๗๕ ปีแล้วได้อยู่ ดิฉันมีความสำเร็จในหน้าที่การงาน การศึกษา มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ทุกข์ใจเหมือนที่ผ่านมา พบแต่กัลยาณมิตรชี้นำทางที่ดีงาม ชักชวนกันทำแต่สิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล

    ชีวิตของดิฉันจากนี้ไปจะประกอบแต่กุศลกรรม เพื่อทดแทนบุญคุณผู้มีพระคุณและพระพุทธศาสนา ขอให้พระพุทธศาสนาอยู่คู่พุทธศาสนิกชนชาวไทยชั่วกาลนาน

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

Advertisements
%d bloggers like this: