๑๘/๒๘ กรรมฐานคือกิจวัตรประจำวัน

ธนรัตน์ เลปนานนท์

    ข้าพเจ้าอายุ ๓๑ ปี กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ข้าพเจ้าไม่เตยรู้จักวัดอัมพวันและ พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญมาก่อน แต่เป็นคนที่สวดมนต์ไหว้พระอยู่แล้ว แม้จะไม่สม่ำเสมอเท่าใด อยากจะฝึกนั่งสมาธิมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาส จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนแปลงในชีวิต

    ระหว่างอายุ ๒๕-๒๗ ปี ข้าพเจ้าปฏิบัติงานในตำแหน่งนักกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยากรุงเทพฯ มีผู้ป่วยมาขอบคุณที่ได้ช่วยทำกายภาพบำบัดเขาจนดีขึ้น และได้มอบหนังสือเล่มหนึ่งให้ข้าพเจ้า ที่หน้าปกมีรูปพระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ ข้าพเจ้ารับหนังสือนั้นมาแล้วไม่ได้สนใจจะหยิบมาอ่าน

    หลังจากนั้นไม่นาน ข้าพเจ้าได้รู้จักและคบหากับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งภายหลังทราบว่าเขาเป็นคนมีครอบครัวแล้ว ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจมาก จนมีผลต่ออารมณ์และจิตใจ รวมทั้งสมาธิในการปฏิบัติงานเป็นนักกายภาพบำบัดด้วย ไม่ทราบว่าจะจัดการกับจิตใจอย่างไรให้ดีขึ้น ก็ได้แต่อาศัยการสวดมนต์ไหว้พระเป็นที่พึ่งทางใจ มีผู้แนะนำให้สวดมนต์บทพาหุงฯ ด้วยจะได้พ้นจากเรื่องทุกข์ใจ พยายามสวดมนต์มาสักระยะหนึ่ง รู้สึกว่าจิตใจสงบขึ้น ทำใจได้บ้างแล้ว มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น ปัญหาก็เริ่มคลี่คลายไป แต่จิตใจยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าใดนัก

    ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้าพเจ้าสอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้ จึงหันมาใส่ใจการศึกษา ทำให้จิตใจดีขึ้นบ้าง แต่ถ้าหากอยู่คนเดียวก็มักจะคิดย้อนไปถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมาอีก ทำให้ยังคงเสียใจอยู่ และคิดว่าทำไมต้องมาพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ด้วย ข้าพเจ้ากลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน วู่วาม คิดจะทำอะไรอยากได้สิ่งใด ต้องให้ได้เดี๋ยวนั้น บางครั้งทำไปเลยโดยไม่คิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวเองมาก เวลามีเรื่องราวอะไรมากระทบจะวิตกกังวลเศร้าโศกอยู่นานหลายๆ วัน

    ต่อมาปี ๒๕๔๕-๒๕๔๖ ข้าพเจ้าประสบปัญหาการคบกับเพื่อนชายอีกคนหนึ่ง ความที่จิตใจของตนเองยังไม่ได้รับการแก้ไข ยังเป็นคนหงุดหงิดง่าย เอาแต่ใจตัวเอง มีอะไรเกิดขึ้นนิดหน่อยก็โวยวายเป็นเรื่องใหญ่โต ทำให้มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยมาก คุณแม่เตือนก็ไม่เชื่อฟัง จะดื้อเงียบ ช่วงนั้นข้าพเจ้าไม่สบายใจมากร้อนรนกระวนกระวาย ไม่มีสมาธิในการเรียน ร้องไห้เสียใจบ่อยๆ และนึกถึงคุฯพ่อที่เสียชีวิตไปหลายปีแล้วเป็นอันมาก จึงต้องการที่จะบวชปฏิบัติธรรมอุทิศบุญกุศลให้ท่านและเพื่อให้จิตใจของตัวเองสงบด้วย

    เพื่อนพาข้าพเจ้าไปบวชเนกขัมมะปฏิบัติ ถือศีล ๘ นุ่งขาวห่มขาวที่วัดแห่งหนึ่งเป็นเวลา ๓ วัน ตอนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าตนเองเพียงแต่เปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดปกติมาใส่ชุดขาวเท่านั้น ไม่ได้ความสงบจิตใจเท่าใด พอกลับบ้านไปอารมณ์และจิตใจก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข จนกระทั่งประมาณเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๖ คุณศุภรัตน์ ปรศุพัฒนา เพื่อนรุ่นพี่ที่ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเดียวกันกับข้าพเจ้า ได้ชักชวนให้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันเป็นเวลา ๓ วัน (ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์) ข้าพเจ้าได้วิธีการปฏิบัติกรรมฐาน การเดินจงกรมและการนั่งสมาธิที่ถูกต้อง ทำให้ข้าพเจ้าสามารถกำราบจิตใจของตนเองที่สับสนวุ่นวายไม่สงบสุขและเศร้าหมองลงได้มาก

    แม้ได้อยู่ปฏิบัติเพียงแค่ ๓ วัน แต่ข้าพเจ้าถือว่าได้พบสิ่งที่มีค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ในขณะปฏิบัติกรรมฐานนั้น ต้องประสบกับทุกขเวทนาตลอดทั้ง ๓ วัน เช่น เวลาเดินจงกรมก็มีอาการปวดหัวไหล่ เวลานั่งสมาธิก็ปวดขามาก มิหนำซ้ำยังมีความฟุ้งซ่านด้วย แต่ข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่าทุกขเวทนาและความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นนั้น เป็นอาจารย์ที่มาสอนข้าพเจ้า ทำให้เข้าใจสภาวะจิตใจของตนเองมากขึ้นว่า จิตที่มีความทุกข์และความร้อนรนกระวนกระวายนั้น เพราะเราคิดเราปรุงแต่งและเรายึดมั่นถือมั่น ต่อเมื่อเราหยุดคิดหยุดปรุงแต่งปล่อยวาง จิตนั้นจะสงบนิ่ง และไม่หวั่นไหวต่อสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบจิตใจ ทั้งนี้จะต้องมีสติมาคอยควบคุมจิตของเราด้วย

    กลับไปบ้านข้าพเจ้าสบายใจขึ้นมาก มีสมาธิและมีสติในการเผชิญปัญหาและแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น สามารถให้อภัยคนที่ทำให้ตนเองเสียใจได้ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนมีความโกรธและเกลียดเขามาก ต่อมาในช่วงเดือนกันยายน ๒๕๔๖ ข้าพเจ้าก็ชักชวนเพื่อนอีก ๒ คน ไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันอีกเป็นครั้งที่ ๒ ระยะเวลา ๓ วันเช่นกัน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเวลาที่เดินจงกรมมีสติมากขึ้น เดินไม่ค่อยเซ เวลาที่นั่งสมาธิเมื่อใดที่มีสติอยู่กับอาการพองหนอ-ยุบหนอได้ดี จะสามารถกับอาการปวดนั้นได้ ทำให้ได้รู้ว่า เมื่อจิตของเราวางเฉย ไม่ไปรับอารมณ์ความปวดนั้นเข้ามาปรุงแต่ง จิตของเราก็ไม่ได้กระวนกระวายและปวดตามไปกับกายของเราด้วย

    อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้ปฏิบัติกรรมฐานอย่างต่อเนื่อง จึงให้ทำจิตตก ตัวอย่างเช่น มีวันหนึ่งน้องสาวได้พูดทำนองล้อเล่นกับข้าพเจ้า แต่ตอนนั้นข้าพเจ้ากลับรู้สึกเป็นจริงเป็นจังและรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา คิดว่าน้องสาวกำลังว่าข้าพเจ้าอยู่ จึงได้สวนกลับไปอย่างมีอารมณ์โกรธ น้องสาวก็พูดย้อนกลับมาว่า “อ้าว…พูดแค่นี้เอง ทำไมถึงโกรธล่ะ ไปปฏิบัติธรรมมาแล้วนี่” อีกคราวหนึ่งข้าพเจ้าพูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง แล้วเพื่อนได้พูดขัดขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่พอใจถึงกับตวาดเพื่อนเสียงดัง เพื่อนคนนั้นพูดว่า “เธอไปปฏิบัติธรรมยังไงกัน ทำไมถึงยังเป็นแบบนี้อยู่ล่ะ” ข้าพเจ้าได้สติก็ขอโทษเพื่อนเป็นการใหญ่ พร้อมทั้งเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราเป็นอะไรนี่ ทำไมตัวเรายังเป็นแบบนี้อยู่ ไม่เห็นดีขึ้นเลย เวลามีเรื่องราวไม่สบายใจเข้ามายังตามรู้ไม่ทันสภาวะอารมณ์ของตนเอง ทำให้ยิ่งหดหู่ใจเพิ่มขึ้น

    จนกระทั่งข้าพเจ้าได้ไปรับการอบรมปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จังกวัดขอนแก่น ทำให้ได้ข้อคิดและวิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องมากขึ้น ในงานทอดกฐินที่ศูนย์ฯ พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตาเทศนาอบรมผู้เข้าปฏิบัติธรรม มีอยู่ประโยคหนึ่งข้าพเจ้าจำได้จนทุกวันนี้ และนึกถึงเสมอเวลาปฏิบัติกรรมฐานคือ “อย่าไปมองคนอื่น ให้มองที่ตัวเราเท่านั้น” หลังจากปฏิบัติธรรมครั้งนี้ข้าพเจ้าได้สติสำนึกย้อนไปรู้ว่า การกระทำและเรื่องที่ผ่านมาในชีวิตนั้น เป็นเพราะตัวข้าพเจ้าประมาท ขาดสติในการพิจารณาสิ่งต่างๆให้รอบคอย แก้ปัญหาไม่ถูกจุด ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าการปฏิบัติกรรมฐานนั้น เราต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดที่เราขาดสติกิเลสต่างๆ จะเข้ามาในจิตใจทันที บางครั้งเพียงชั่วพริบเดียว กิเลสทั้ง ๓ ตัวคือ โลภะ โทสะ โมหะ ก็เข้ามาในจิตใจเราเรียบร้อย โดยไม่รู้ตัว

    ในระหว่างปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวันนั้น ข้าพเจ้าได้พบคุณอนงค์ โททำ เป็นชาวนา มาจากจังหวัดมหาสารคาม นำลูกชายอายุประมาณ ๑๐ ปีไปปฏิบัติธรรมด้วย เธอเคยไปปฏิบัติธรรมที่สวนเวฬุวันแล้ว ๒ ครั้ง และเมื่อกลับไปบ้านก็นำเอากรรมฐานไปปฏิบัติต่อ เธอจะตื่นแต่เช้าสวดมนต์ไหว้พระ เดินจงกรม และนั่งสมาธิเสมอ ขณะที่เดินยังที่นาก็กำหนดเดินจงกรมไป หรือเวลาปลูกข้าวก็จะกำหนด ปลูกข้าวหนอ…ปลูกข้าวหนอ…ไปด้วย เธอบอกว่าได้ผลดีมาก ทำให้มีสติอยู่ตลอดเวลา 

    ข้าพเจ้าประทับใจในตัวคุณอนงค์มาก และคิดว่าตัวข้าพเจ้าเองได้รับวิธีการปฏิบัติกรรมฐานอย่างถูกต้องมาจากวัดอัมพวันแล้ว แต่พอกลับไปบ้านก็ไม่ปฏิบัติให้ต่อเนื่องทำให้จิตตกอีก พี่อนงค์มีภาระต้องทำนา ทำขนมขาย ทำงานบ้าน ดูแลครอบครัว แต่ก็ยังมีความพากเพียรในการปฏิบัติกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอ ข้าพเจ้านึกถึงประโยคที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อกล่าวว่า “เวลาเป็นสิ่งเดียวในโลกที่ทุกคนได้รับเสมอหน้ากัน ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน แล้วแต่ใครจะใช้เวลาอย่างมีค่าและคุ้มค่ากว่ากัน” ทำให้ข้าพเจ้าตั้งใจว่า ต่อไปนี้จะพยายามปฏิบัติกรรมฐานให้สม่ำเสมอเป็นประจำ

    หลังจากที่ได้ปฏิบัติกรรมฐานสม่ำเสมอ และพยายามกำหนดสติตามรู้ให้ทันปัจจุบัน แม้เวลานั่งรถเมล์ กินข้าว ทำงาน ทำให้มีสติและสมาธิในการทำงานดีขึ้น มีความสบายใจ เห็นถึงคุณค่ามหาศาลของการปฏิบัติกรรมฐาน

    ข้าพเจ้าขอน้อมกราบขอบพระคุณหลวงพ่อ ที่เมตตาผู้เข้าปฏิบัติกรรมฐานใหม่เช่นข้าพเจ้า กราบขอบพระคุณท่านพระครูวินัยธรธีรวัฒน์ ฐานุตฺตโร พระอาจารย์ทุกท่านที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมสวนเวฬุวัน จังกวัดขอนแก่น แม่ครูพันธุ์ทิพย์ เจ้าหน้าที่วัดอัมพวัน และญาติธรรมทุกท่านรวมทั้งมารดาบิดของข้าพเจ้า

    ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญเพียรมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โปรดส่งผลให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญและผู้มีพระคุณทุกๆ ท่าน ประสบแต่ความสุขความเจริญเทอญ

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

Advertisements
%d bloggers like this: