๑๘/๒๙ จากสวดพาหุงมหากาสู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

ชลธิชา ชาญวิชา

    ในกฎแห่งกรรมเล่มที่ ๑๗ ข้าพเจ้ากล่าวถึงความมหัศจรรย์ที่สามีของข้าพเจ้าคือ นายสมศักดิ์ ชาญวิชา ผู้ช่วยนายสถานีรถไฟลพบุรี ได้สวดพาหุงมหากา และเกิดความรุ่งเรือง มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าปฏิบัติตามด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

    ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าสวดมนต์เสร็จจะอธิษฐานจิตว่า “ ขอให้ข้าพเจ้าได้มีช่องทางทำมาหากิน เพื่อช่วยภาระค่าใช้จ่ายในบ้าน เพราะบ้านที่สร้างยังต้องผ่อนอยู่ และขอให้พบกับญาติทางธรรม มาช่วยเหลือเกื้อกูลข้าพเจ้าด้วยเถิด ” ไม่นานคำอธิษฐานจิตเป็นไปดังปรารถนา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักกับคุณณัฐวัชร-ศรินยา เมธารมณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคนที่ ๓ ของโลก ในบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง ทั้งสองคนเคยปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย

    จากแม่บ้านธรรมดาคนหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจทำงานกับบริษัทขายตรงแห่งนี้ หลวงพ่อทราบแล้วให้พรว่า “ ให้อดทน ตั้งใจทำงาน ก่อนสบายต้องลำบากก่อนเสมอ” และยังบอกอีกว่า ให้ตั้งใจสวดมนต์ แผ่เมตตา แล้วหลวงพ่อจะแผ่เมตตาให้ ข้าพเจ้ารับพรจากหลวงพ่อแล้ว ทำงานด้วยความตั้งใจ พร้อมทั้งไม่ลืมสวดมนต์แล้วแผ่เมตตาไปด้วย

    งานของข้าพเจ้าเจริญรุ่งเรืองตามลำดับ เดือนแรกขึ้นตำแหน่งผู้จัดการ เดือนที่สองขึ้นตำแหน่งผู้จัดการอาวุโส ขายสินค้าทะลุเป้ามากมาย การทำงานครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สัจธรรมของชีวิตว่า “ ตนเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งแห่งตน” เรียนให้รู้ ดูให้จำ ทำให้จริง ที่หลวงพ่อเคยสอนไว้ ข้าพเจ้านำมาปฏิบัติ ข้าพเจ้าทำงานด้วยความจริงจัง กินน้อย นอนน้อย ข้าพเจ้าเหนื่อยมาก ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆเลย ความสบายต้องลงทุนด้วยความลำบากก่อนเสมอ เป็นจริงดังที่หลวงพ่อพูด บางวันกลับถึงบ้านด้วยร่างการเหนื่อยล้า ทำให้ไม่ได้สวดมนต์ไหว้พระ สวดบ้าง ไม่สวดบ้าง ทำให้หน้าที่การงานมีปัญหาและอุปสรรค ช่วงที่ข้าพเจ้ายังแก้ปัญหาไม่ได้รู้สึกสับสนมืดมนอยู่นั้น คืนหนึ่งข้าพเจ้าฝันไปว่า ได้เดินไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง เคว้งคว้างมาก มีผู้คนมากมาย มีหลวงพ่อเดินนำพาไป และมีเสียงหนึ่งมากระซิบที่ข้างหูหลายครั้งว่า “ที่นี่คือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดอัมพวัน ต้องมาเจริญกรรมฐานเจ็ดวัน ชีวิตจะรุ่งเรือง”

    ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาทบทวนความฝัน ตื้นตันใจจนน้ำตาไหลในความเมตตาปราณีของครูบาอาจารย์ ที่ถึงคราวลูกศิษย์อยู่ในฐานะลำบาก หลวงพ่อมีเมตตามาเตือนสติและส่องแสงสว่างแห่งปัญญามาให้

    วันหนึ่งมีญาติธรรมโทรศัพท์มาถามข้าพเจ้าว่า จะเข้าปฏิบัติธรรมในโครงการปฏิบัติธรรมถวายเป็นกุศลแด่หลวงพ่อ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๕ ปีของหลวงพ่อ ในวันที่ ๕-๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ นี้หรือไม่ ข้าพเจ้ารีบตอบรับทันที ตั้งใจไปปฏิบัติกรรมฐานเจ็ดวัน เพื่อทดแทนคุณของครูบาอาจารย์ ทั้งๆที่ไม่เคยอยู่ถึงเจ็ดวันเลย ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะอดทนเพียงไร

    วันแรกของการปฏิบัติธรรม เดินครึ่งชั่วโมง นึ่งครึ่งชั่วโมง จิตเริ่มสงบ เริ่มทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ความผิดพลาดใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเองโดยรู้บ้างไม่รู้บ้าง ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผิด ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้พบหลวงพ่อที่เป็นผู้ชี้แนวทางให้ข้าพเจ้าพบพระธรรมในพระพุทธศาสนา ทำให้รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว วันที่สี่ของการปฏิบัติธรรม ความเจ็บปวดเกิดขึ้นขณะนั่งกรรมฐาน ปวดเข่า ปวดแขน ปวดขา ข้าพเจ้าคิดลำพองในใจว่า ปวดแล้วกำหนดคงหายเหมือนเมื่อวาน ด้วยความที่ตั้งใจอยากจะชดใช้กรรม ข้าพเจ้าอธิษฐานจิตว่า เวรกรรมใดๆที่ข้าพเจ้าทำมา ข้าพเจ้าขอชดใช้กรรมทั้งหมด ขอให้เจ้ากรรมนายเวรจงมารับเอาด้วยเถิด สิ้นคำอธิษฐานได้ไม่นาน ความปวดเพิ่มทวีความรุนแรง ปวดหัว ปวดแขน ปวดขา ปวดทั่วสกลกาย ตั้งสติไม่ได้ ไม่รู้จะกำหนดอะไรก่อน ข้าพเจ้ารู้สึกมึนงง วิงเวียนศีรษะ ใจสั่นอย่างรุนแรง เหงื่อเริ่มแตกเป็นเม็ดๆ เหมือนคนใกล้จะตาย คิดว่านาทีตายคงรออยู่เบื้องหน้า แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมลืมตาออกจากกรรมฐาน เพราะหลวงพ่อเคยบอกไว้ว่า “รู้หนอ” “รู้หนอ” รู้ว่ายังมีสติอยู่กับตัวและบอกกับตัวเอง จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ข้าพเจ้าต้องทดแทนบุญคุณหลวงพ่อให้จงได้ ทันทีที่คิดถึงหลวงพ่อ เสียงกริ่งเตือนบอกหมดเวลา ข้าพเจ้าจึงออกจากกรรมฐาน แล้วต่อด้วยอโหสิกรรมแล้วค่อยแผ่เมตตา ทุกครั้งที่มีการแผ่เมตตาและแผ่ส่วนกุศล ข้าพเจ้ามีความปลื้มปีติขนลุกพอง ในขณะที่แผ่ส่วนกุศลออกไป

    มาถึงวันที่ห้าวันที่หกของการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ามีความรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ค่อยสะดวก หนักเนื้อหนักตัวเหมือนมีอะไรมารัดตัวไว้ อยากจะกลับบ้าน ไม่อยากปฏิบัติธรรมอีกต่อไปแล้ว พลันนึกถึงคำของหลวงพ่อที่ว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด” “ทำความดีต้องฝืนใจ” ข้าพเจ้าจึงทำสติให้มั่นคง ตั้งมั่น อดทน นึกถึงหลวงพ่อแล้วมีกำลังใจอดทนต่อความยากลำบากได้ ในที่สุดข้าพเจ้าก็ปฏิบัติธรรมได้ครบเจ็ดวัน ได้สร้างความดีให้กับตัวเอง บุญกุศลที่เกิดขึ้นข้าพเจ้าขอน้อมถวายแด่ “หลวงพ่อจรัญ” ที่ข้าพเจ้าศรัทธาและเทิดทูนอย่างสูงสุด

    ชีวิตของข้าพเจ้ายังต้องดิ้นรนต่อสู้ต่อไป แต่ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหวกับสิ่งใด ถ้าตราบใดที่ข้าพเจ้าใช้สติในการดำรงชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าจะละชั่วประพฤติดี และทำหน้าที่ของแม่และของมนุษย์คนหนึ่งให้ดีที่สุด

    ลูกสำนึกในพระคุณของหลวงพ่อที่ชี้ทางบรรเทาทุกข์ให้ลูก ในยามที่ลูกอ่อนแอและท้อแท้หมดกำลังใจ หลวงพ่อทำให้ลูกเกิดแสงสว่างแห่งปัญญา มีสติ มีความอดทนและเข้มแข็ง เพื่อต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น

    เนื่องในวันเกิดครบ ๗๖ ปี ของหลวงพ่อในปีนี้ บุญกุศลใดที่ลูกกระทำมาขอน้อมถวายแด่หลวงพ่อ ลูกขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ช่วยปกป้องคุ้มครองให้หลวงพ่อมีร่างกานที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกและปวงชนตลอดชั่วกาลนานเทอญ

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

Advertisements
%d bloggers like this: