๑๘/๓๒ ของดีจากหลวงพ่อ

จารุวรรณ ฟองสวัสดิ์

    เมื่อ ๗ ปีที่แล้ว ดิฉันได้เข้าวัดอัมพวันแบบไม่ได้ตั้งใจ เวลาเขาปฏิบัติธรรมกัน ดิฉันก็นั่งพิงเสาศาลาหลับ แต่พอมาเจอปัญหาทุกข์ใจในครอบครัวก็เลยตั้งใจมาวัดเพื่อปฏิบัติธรรม

    คืนแรกเริ่มเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง นั่งสมาธิ ๑ ชั่วโมง ไม่มีเวลาพัก กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืน วันที่สองรับประทานอาหารเช้าเสร็จไม่ได้ออกนอกห้องไปไหน เพราะมีแม่ครัวเอากับข้าวมาส่งหน้าห้อง ดิฉันจึงเก็บอารมณ์กรรมฐานต่อเนื่อง เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง เดิน ๑ ชั่วโมงครึ่ง นั่ง ๑ ชั่วโมงครึ่ง สลับกันไป ขาดิฉันเริ่มสั่น เข่าแทบทรุดตอนลุกยืนต้องเกาะกำแพงข้างฝา มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนบ่ายเดินจงกรม ๒ ชั่วโมง นั่ง ๒ ชั่วโมง ตอนนั่งสมาธิดิฉันหายใจไม่ออก ท้องมันแน่น ไม่พอง ไม่ยุบ รู้แต่ว่ามันจุกแน่นหายใจไม่ออก คิดอย่างเดียวว่าต้องตายแน่ๆ ถ้าอาการเป็นอย่างนี้ และแล้วดิฉันก็เห็นหลวงพ่อลอยมากลางอากาศ เป็นภาพใสๆ หลวงพ่อตะโกนบอกดิฉันว่าหายใจเข้าลึกๆ หายใจเข้ายาวๆ ดิฉันจึงสูดเอาลมหายใจเข้าไปเต็มที่ แล้วกำหนดรู้หนอ อาการแน่นก็ดีขึ้น

    ระหว่างการปฏิบัติธรรมดิฉันจะคิดถึงแต่ความตายตลอดเวลา ตอนเวทนาเกิดนั้น มันปวดมาก กำหนดยังไงก็ไม่หายจึงร้องไห้ แล้วพูดในใจกับตัวเองว่า ทีเวลาไปทำบาป สร้างความชั่วมากมาย ทำไมทำได้ง่าย แต่การสร้างความดีคือการทำกรรมฐานทำไมทนเวทนาแค่นี้ไม่ได้ รู้สึกเสียใจ จึงคิดว่าชาตินี้คงทำกรรมฐานไม่ขึ้นแน่ๆ และแล้วเสียงหลวงพ่อก็ดังผุดขึ้นมาในใจอีกว่า ยากแท้เพราะเราไม่เคยทำ ง่ายแท้เพราะเราเคยทำ หนามแหลมใครเสี้ยมมะนาวกลมเกลี้ยงใครเป็นคนกลึง ดิฉันจึงเกิดสติปัญญาขึ้นมาทันทีเลยว่าชาตินี้ต้องทำได้แน่ๆ ถ้ามีความเพียร ตอนแรกจะแพ้ใจตัวเองตลอดเวลา ใกล้จะแผ่เมตตาทนเวทนาไม่ได้ ต้องยกขาลงทุกที แต่ตอนนี้ไม่คิดอีกแล้ว ตายให้มันตาย ร่างการสังขารมันไม่มีอะไรดีเลย ระหว่างนั่งปวดมากๆ จึงกำหนดปวดหนอรู้หนอสลับกันไป จึงแยกเวทนาออก จิตไม่เข้าไปยึด จึงไม่ปวด ตอนนั้นรู้ว่าร่างกายถูกแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง ช่วงแรกตรงขาไม่ปวด ช่วงที่ ๒ ท้องยุบหนอ พองหนอ ช่วงที่ ๓ ลิ้นปี่ รู้หนอ รู้หนอ สลับกันไปกับยุบหนอพองหนอ พอสติเผลอจิตก็จะเข้าไปเกาะที่ตรงขา เวทนาก็เกิดอีก สติจึงเข้าไปคุมจิตกลับมาที่ลิ้นปี่อีก จึงกำหนดรู้หนอ รู้หนอ แล้วกลับมาพองหนอยุบหนอหมดเวลานั่งจึงกำหนดลุกขึ้น เดินจงกรมต่อเป็นช่วงที่ ๒ เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง ดิฉันก็แยกเวทนาออกอีกเป็นครั้งที่ ๒ จิตมันเร็วมาก ตัวสติต้องคุมจิตตลอดเวลา พอแยกเวทนาออกปัญญาก็เกิด

    พอตกบ่ายดิฉันออกไปเดินจงกรมหน้าห้อง คราวนี้ยุงกัดเกิดความรำคาญ จึงเดินเข้ามาปฏิบัติในห้อง นั่งลำคอตั้งตรง หายใจสะดวก ตอนนั้นดิฉันคิดในใจว่าปวดจะตายอยู่แล้ว แยกเวทนาไม่ออก จิตมันเข้าไปยึดเวทนาเต็มๆ พอ ๕ โมงเย็นก็ปฏิบัติอีก เดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง นั่งตัวตรงๆ ใบหน้าตรง ไม่แหงนและไม่ก้มหน้าจนเกินไป ความรู้สึกหายใจเต็มท้อง จับยุบหนอพองหนอเป็นจังหวะชัดขึ้น จึงไม่เบื่อที่จะปฏิบัติต่อ เวทนาก็ไม่เกิดขึ้นง่าย รู้แต่ว่าความคิดมันผุด เมื่อดิฉันได้ลมหายใจแล้ว จึงเกิดความสุข มีพลังในการปฏิบัติ กว่าเวทนาจะมาเยือนก็หมดเวลา จึงแผ่เมตตาและกำหนดนอนหนอๆ หลับไปไม่ถึง ๒ ชั่วโมง ก็เริ่มปฏิบัติใหม่กลางดึก ประมาณตีหนึ่งกว่าๆ ดิฉันทำได้แล้ว รู้สึกว่าสู้ไม่ถอย ถึงแม้ว่าจะนอนน้อยแต่มีพลังในการปฏิบัติเดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง เสร็จแล้วนอนกำหนดช้าๆนอนหนอๆ เหมือนคนใกล้จะตาย เพราะเหนื่อยและล้ามาก ใจคิดว่านอนก็ดีเหมือนกัน แต่อาการที่เกิดขึ้นเร็วมาก ปลายเท้าแข็งทื่อเหมือนซากศพ หลังกระตุกท้องโบ๋ เป็นหลุมกว้างใหญ่ ตกใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น ดิฉันจึงกำหนดรู้หนอ จึงเกิดปัญญาว่า นี่แหละเราได้นอนหนอแล้วพอถึงตอนเช้าก็แผ่เมตตา

    การปฏิบัติธรรมระหว่าง ๗ ปีที่แล้ว ดิฉันเดินหลงทางบ้าง หวั่นไหวกับสิ่งที่มากระทบบ้าง เสียดายเวลาที่ผ่านมาจริงๆ หลังจากออกจากกรรมฐาน เมื่อวันที่ ๑๔ ม.ค. ๔๗ ก็คิดในใจว่า ต่อให้ทำงานหนักขนาดไหนก็จะไม่ทิ้งการปฏิบัติธรรมแม้แต่วันเดียว พอกลับถึงบ้านคืนแรกก็ลงมือปฏิบัติอีก เดินครึ่งชั่วโมง นั่งครึ่งชั่วโมง ปวดแทบตาย ตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงวินาทีสุดท้าย ทำไมถึงยากขึ้นทั้งที่ฝึกฝนมาแล้วอย่างดี ได้โทรศัพท์ถามพี่พาณิชย์ จึงทราบว่าพอสูงก็ยากอย่างนี้แหละ ให้ตั้งสัจจะไว้ก่อน ดิฉันจึงตั้งสัจจะว่าจะปฏิบัติทุกวัน และขอให้ปฏิบัติธรรมโดยสะดวก คำอธิษฐานเริ่มขลังและทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันเริ่มคิดถึงเพื่อนๆ ที่ผลัดวันประกันพรุ่ง หลวงพ่อบอกว่าเวลามีเหมือนกันทุกๆคน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้เวลาเป็น บางคนทำงานโลกนี้จนลืมงานโลกหน้า ตัวดิฉันเองทำงานรับผิดชอบครอบครัวมากมาย แต่ก็ชนะใจตนเองได้เพราะความเพียร ขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่ออย่างหาที่สุดมิได้

 

คณะผู้จัดทำ http://www.jarun.org/contact-webmaster.html
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่เป็นธรรมทานเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ บิดา มารดา ญาติสนิท มิตรสหาย ผู้มีพระคุณ ครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรทุกภพ ทุกชาติ

กลับหน้าหลัก ›

Advertisements
%d bloggers like this: